ซีอาร์-วี เบนซิน 2.4 ลิตร Car of the Year 2018

 

ถึงแม้ฮอนด้า ซีอาร์-วี จะเปิดตัวมาได้ระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก็ยังไม่รับรางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2561 (Car of the Year 2018) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ซึ่งจัดโดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) สำหรับ  ซีอาร์-วี รุ่น 2.4 EL รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทเอสยูวี เครื่องยนต์ไม่เกิน 2,500 ซีซี นอกจากนี้รถชื่อนี้ ยังคว้าถ้วยของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย (สรยท./TAJA) กับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2560 (THAILAND CAR OF THE YEAR 2017) อีกด้วย

ขณะที่การทดสอบแบบเบาๆการใช้งานของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี เบนซิน 2.4 ลิตร เส้นทางกรุงเทพฯ-อยุธยา กับการเดินทาง 200 กว่ากิโลเมตร ภายนอกรถมีความโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ แบบ Full LED พร้อมไฟเดย์ไทม์ เป็นเส้นสายเดียวกับกระจังหน้า ส่วนไฟท้ายดีไซน์เฉี่ยวเป็นแบบ LED มองจากด้านหน้าจะเห็นได้ชัดว่าตัวถังได้ถูกขยายออกเพื่อให้รองรับกับฐานล้อที่มีความกว้างขึ้นมาพร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว ประตูฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าทุกรุ่น แต่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมีระบบเปิด-ปิดฝาท้ายอัตโนมัติ โดยแค่มีกุญแจอยู่กับตัว แล้วใช้ขาแกว่งใต้กันชนหลังก็สามารถสั่งงานได้อย่างสะดวก

ภายในห้องโดยสารของเจ้าซีอาร์-วี ใหม่  เป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ภายในเน้นการตกแต่งโทนสีเข้ม ออกแบบคอนโซลหน้าใหม่ ดูทันสมัยหรูหรามากขึ้นด้วยการใช้วัสดุหลากหลายประเภทมาผสมรวมกัน พร้อมตกแต่งด้วยขอบคิ้วลายไม้ ผสมรวมกันและด้วยการออกแบบที่ดีทำให้ภายในหรูหราราวกับรถยนต์ยุโรป มาตรวัดแบบดิจิตอลล้ำสมัย ที่บริเวณคอนโซลกลางมีหน้าจอเครื่องเสียง ระบบสัมผัสขนาดใหญ่  เบรกมือไฟฟ้าเพียงใช้มือกดเท่านั้น  พร้อมระบบ Auto Brake Hold เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในยามรถติด การออกแบบภายในเบาะคู่หน้าออกแบบมาได้อย่างลงตัว นั่งสบาย แถว 2 ยิ่งสบายเลื่อนขึ้นลงได้150 มิลลิเมตร เมื่อปรับเลื่อนอยู่ในตำแหน่งปกติจะมีที่วางขาเพิ่มขึ้น 50 มิลลิเมตร รองรับคนที่นั่งแถว 3 (แต่อาจจะเหมาะสมกับคนตัวเล็กหรือเด็กๆ มากกว่า   และสามารถ รองรับได้ 7 ที่นั่ง ด้านหลังยังมีพื้นที่ใส่ของได้ เมื่อปรับเป็น Lower Mode สามารถเก็บสัมภาระได้อีกมาก ส่วน Upper Mode ปรับพื้นห้องเก็บสัมภาระด้านหลังเป็น 2 ชั้น และ Utility Mode พับเบาะแถว 2 และ 3 ราบลง สามารถรองรับสัมภาระที่มีน้ำหนักสูงสุด 100 กิโลกรัม และมีความยาว 1,880 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้น 220 มิลลิเมตร มีช่องแอร์บนเพดานสำหรับผู้โดยสารแถว 3 พร้อมสวิตช์แยกปรับแรงลมได้ 3 ระดับ  เย็นสบายทั่วถึงทุกที่นั่ง

ในส่วนของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2,400 ซีซี i-VTEC รองรับ E85 กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 22.8 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบต่อนาที  พร้อมเกียร์ CVT สำหรับการเดินทางในการทดสอบครั้งนี้ทางทีมงานเคยได้ทดสอบในรุ่นดีเซลก่อนหน้านี้มาแล้วทำให้เห็นถึงความแตกต่างเป็นอย่างดี ด้านการขับขี่ตัวเบนซินนี้เรียกได้ว่าให้กำลังที่เพียงพอกับตัวรถมีความนุ่มนวลในการออกตัวหรือเร่งแซงในจัวหวะต่างๆ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนและแตกต่างกับตัวดีเซลนั้นก็คือกำลังของเครื่องยนต์ซึ่งตัวดีเซลทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจนในหลายเรื่องๆ การเดินทางจากกรุงเทพฯ-อยุธยา ไปกลับ รวมในการวิ่งทางไกลเฉลี่ย อัตราการสิ้นเปลือง 12กม./ลิตร ถือว่าดีกว่ารุ่นเก่าเป็นอย่างมาก ส่วนช่วงล่างออกไปทางนุ่ม ดูดซับแรงสะเทือนได้ดี  มีความนุ่นนวลกว่าตัวดีเซลที่จะแน่น และหนึบกว่า แต่ยังอยู่ในระดับที่ดีควบคุมได้ง่าย พวงมาลัยตอบสนองฉับไวดี คุมง่าย เบรกนุ่มนวล แรงเบรกเหลือเฟือ เบรกได้มั่นใจ

ซีอาร์-วี รุ่น 2.4 EL มีความ “เอกอุ” ในเรื่องให้ความนุ่นนวลในการขับขี่ ซึ่งดีกว่าตัวดีเซลอย่างเห็นได้ชัดเจน และราคาที่ถูกกว่ารุ่นดีเซล  ขณะที่รุ่นดีเซลก็มีจุดเด่นที่อัตราการกินน้ำมันน้อยกว่า เครื่องยนต์ให้กำลังที่ดีแต่ราคาก็สูงกว่า

ทั้งนี้ ซีอาร์-วี รุ่น 2.4 EL เครื่องยนต์ เบนซิน 2.4 EL 4WD ราคา 1.549 ล้านบาท ส่งนรุ่น ดีเซล DT-EL 4WD ราคา 1.699 ล้านบาท ดังนั้นก็ต้องถามใจตัวเองดูว่าแบบไหนตอบโจทย์ที่สุด