ล่องนาวีสดุดีมหาราช “พระเจ้าตากสิน” ครบรอบ 250 ปี “กรุงธนบุรี”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคกลาง จัดกิจกรรม ล่องเรือเปิดเส้นทางท่องเที่ยวแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้โครงการ “เที่ยวท่องล่องนาวี สดุดีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยววันธรรมดา และส่งเสริมการท่องเที่ยว เนื่องในโอกาส ครบรอบ 250 ปี “กรุงธนบุรี”

พระราชวังเดิม

พร้อมเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยทีมงานเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง นัดหมายสื่อมวลขนบริเวณท่าราชวรดิฐ เพื่อลงทะเบียน และขึ้นเรือของกองทัพเรือ ซึ่งมาเทียบท่ารอคณะสื่อมวลชนอยู่แล้ว โดยช่วงเช้ามี พล.ร.ต.หญิง อารยา อัมระปาล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ และที่ปรึกษาโครงการท่องเที่ยวทางน้ำ กองทัพเรือ ให้การต้อนรับ เพื่อชมพื้นที่รับผิดชอบในเขตธนบุรี ซึ่งปีนี้ เป็นปีที่ครบรอบ 250 ปี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้กู้ชาติ รวมถึงเป็นการเปิดมิติแห่งการท่องเที่ยวกับสายน้ำเจ้าพระยา โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรมากความรู้ อาจารย์อนุชา เกื้อจรูญ ประธานสภาวัฒนธรรมบางกอกน้อย ให้การบรรยายถึงเกร็ดความรู้แลประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

กองบัญชาการกองทัพเรือ

ขณะที่เรือออกจากท่ามุ่งหน้าไปทางทิศใต้ออกปากอ่าวไทย อาจารย์อนุชา เกื้อจรูญ เล่าว่า ราชนาวีหรือราชนาวีสโมสร เป็นที่ตั้งของ ท่าช้างวังหลวง ที่เรียกว่า “ท่าช้าง” เพราะสมัยก่อนเป็นที่ท่าอาบน้ำของช้าง และเป็นท่าของคนต่างชาติที่มาเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ไทยต้องมาขึ้นที่ท่าน้ำแห่งนี้ รวมถึงเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนขุนนาง ซึ่งสุนทรภู่ก็มีเรือนอยู่บริเวณนี้เช่นกันในสมัยรัชกาลที่ 2 และยังเป็นที่ตั้งของพระตำหนักน้ำ เหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา เคยมีตำหนักทั้งหมด 4 องค์ พระที่นั่งพลังควิมาน พระที่นั่งทิพยสถานเทพสถิตย์ พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยและพระที่นั่งอนงค์ในสราญรมย์ ปัจจุบันเหลือเพียงพระที่นั่งราชกิจ จึงเรียกว่า “ท่าราชวรดิฐ”

ถัดไปเป็น ท่าขุนนาง ปัจจุบันคือ สมาคมภริยาทหารเรือ ซึ่งสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงนี้จะมีความโค้งมากๆ เพราะถ้ามองจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเราจะเห็นพระปรางค์วัดอรุณ เหมือนอยู่ฝั่งซ้ายมือของแม่น้ำเจ้าพระยาหรืออยู่ฝั่งพระนคร ซึ่งบริเวณส่วนนี้เหมือนเกาะของอยุธยา เป็นหัวแหวน ซึ่งรัชกาลที่ 1 ท่านทรงย้ายเมืองมาอยู่ฝั่งพระนคร หรือทำกรุงรัตนโกสินทร์ให้มีความเหมือนกับกรุงศรีอยุธยา เพื่อฟื้นฟูจิตใจหลังเสียกรุงครั้งที่ 2

สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

จากนั้นเรือล่องมาถึงบริเวณปากคลองตลาด ถือว่า เป็นคูเมืองที่รัชกาลที่ 1 ขุดไว้ บริเวณนี้สมัยก่อนเคยเป็นตลาดขายปลาที่มาจากมหาชัยเดิม แต่รัชกาลที่ 5 ท่านโปรดให้ย้ายลงไปด้านล่างแถวยานนาวา เพราะเนื่องจากมีกลิ่นเหม็น ตลาดนี้จึงเป็นตลาดที่ขายพืชผลทางการเกษตร ปัจจุบันพัฒนาเป็นตลาดขายดอกไม้ และเรากำลังลอดใต้สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ถือว่า เป็นสะพานแรก ที่รถยนต์ข้ามได้ระหว่างกรุงเทพฯกับฝั่งธนบุรี สร้างเมื่อปีพ.ศ. 2471 แล้วเสร็จ ปีพ.ศ. 2475 เพื่อฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 150 ปี และที่สำคัญมีระบบยกสะพาน เพื่อให้เรือแล่นผ่านได้ ในบริเวณนี้มีพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ที่สร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 7

และเรือลอดได้ใต้สะพานพุทธฯ เพื่อวกกลับ ผ่านศาลเจ้ากวนอู ที่ประดิษฐ์รูปปั้นเทพเจ้ากวนอู  มีเรื่องเล่าว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน ก่อนที่จะออกไปรบท่านจะเสด็จทางเรือ เพื่อมาสักการะที่ศาลเจ้าแห่งนี้ก่อนออกรบทุกครั้ง ซึ่งในย่านนี้ เมื่อสมัยก่อนเป็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองมาก ก่อนจะไปเจริญในย่านสะพานหัน

ศาลากลางจังหวัดธนบุรีเดิม

มาถึงอาคารที่เคยเป็นศาลากลางจังหวัดธนบุรี โดยสร้างได้ปีเดียว ธนบุรีก็ไปรวมกับกรุงเทพฯเหมือนเดิม ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานเทศกิจ และมาถึง บริเวณป้อมวิชัยประสิทธิ์ เป็นสถานที่ ที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ……และอย่าลืมว่าสมเด็จพระเจ้าตากสิน ท่านมีกำลังออกจากกรุงศรีอยุธยาเพียง 500 คนเศษ และมาตีเมืองจันท์ได้ เพราะเมื่อท่านยกตนขึ้นเป็นเจ้าที่เมืองระยอง ก็มีกลุ่มคนต่างๆมองว่า ท่านนี่แหละ คือคนที่จะพึ่งบารมีได้

และที่สำคัญท่านมีความตั้งมั่นในการกอบกู้บ้านเมือง จึงเป็นที่ศรัทธาของกลุ่มคนต่างๆก็เข้าร่วม โดยกระจายกำลังอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติก็ให้มาอยู่อาศัยบริเวณใกล้ๆกับพระบรมมหาราชวัง จึงมีวัดซางตาครู้ส รวมถึงมีศาลเจ้าจีน ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่จะตั้งศาลเจ้าไว้ริมแม่น้ำที่สัญจรผ่าน เพื่อกราบสักการะ ส่วนวัดกัลยาณมิตร มีวิหารใหญ่ ด้านในประดิษฐานหลวงพ่อโต หรือ ซัมปอกง  เพื่อให้เหมือนกับกรุงศรีอยุธยา

ป้อมวิชัยประสิทธิ์

ป้อมวิชัยประสิทธิ์ สมัยก่อนเคยเป็นพระราชวังที่่สมเด็จพระเจ้าตากสิน สร้างเมื่อปีพ.ศ. 2531 หลังกอบกู้เอกราชของชาติเสร็จสิ้น ท่านทรงสร้างพระราชวังอย่างเรียบง่ายริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้สร้างพระบรมมหาราชวังแล้ว พระราชวังแห่งนี้ จึงถูกเรียกว่า “พระราชวังเดิม” และเนื่องจากที่ตั้งแห่งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาประทับที่นี่จนเป็นราชประเพณีสืบทอดมา และเคยเป็นที่ประทับของอดีตพระมหากษัตริย์ถึง 3 พระองค์แห่งราชจักรีวงศ์

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

จากนั้นคณะของเราขึ้นจากเรือไหว้พระขอพรที่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และลอดพระแท่นสมเด็จพระเจ้าตากสิน เพื่อเป็นสิริมงคล และมุ่งหน้าสู่ วัดระฆังโษสิตารามวรมหาวิหาร เพื่อกราบสมเด็จพระพุฒาจารย์โต เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ของวัดระฆังฯ พระเกจิชื่อดัง ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มากราบไหว้ และขอพรเพื่อให้มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนเสียงระฆัง

วัดระฆังโษสิตารามวรมหาวิหาร

 

ในช่วงบ่ายหลังจากเรือแล่นผ่านโรงพยาบาลศิริราช เข้าคลองบางกอกน้อย ผ่านสถานีรถไฟ สถานที่ต้นกำเนิดตำนานโกโบริและอังศุมาริน รวมถึงวัดเก่าต่างๆที่หันหน้าวัดสู่ทางริมน้ำ และมุ่งหน้าต่อไปยัง กองเรือเล็ก กองทัพเรือ โดยได้รับเกียรติจาก นาวาโท ไพฑูรย์ ปัญญสิน หัวหน้าทหารกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์กรมการขนส่งทางเรือ กรมทหารเรือ ให้การต้อนรับ และนำชม ซึ่งท่านกล่าวว่า ในช่วงบ่ายนี้จะนำคณะล่องเรือ รวมถึงการขึ้นชมดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ซึ่งที่นี่มีคำขวัญว่า “สมเด็จโตวัดระฆัง วังหลังตั้งอยู่ อู่เรือพระราชพิธี สถานีรถไฟคลองใหญ่มีชื่อ เลื่องระบือเครื่องลงหิน ดาวดินช่างหล่องามลออวัดวา” ซึ่งทริปนี้เราจะได้ไปเยือนครบทั้ง 8 ความหมาย

นาวาโท ไพฑูรย์ ปัญญสิน

อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้เป็นคนบรรยายจัดขบวนเรือพระราชพิธีมา 2-3 วาระ และเป็นผู้บรรยายร่วมในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ร่วมกับโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และดูแลขบวนในพิธี ซึ่งวันนี้หัวใจหลักคือ ได้ชมกำลังพลกองทัพเรือทำการฝึกสาธิตการพายและแห่เรือ

และเรือก็ได้ไปเทียบท่าที่ กองเรือเล็ก กองทัพเรือ ซึ่งกองเรือเล็ก มีหน้าที่ดูแลขบวนเรือประกอบจำนวน 38 ลำ และมีหน้าที่ฝึกกำลังพล คนแห่ คนพาย หลังจากชมการสาธิตแล้วอย่างตื่นตาตื่นใจพร้อมกับสายฝนอย่างชุ่มฉ่ำ และหลังจากนั้นก็เดินเท้าไปที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งขาติ เรือพระราชพิธี กรมศิลปากร ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

อาจารย์อนุชา เกื้อจรูญ

พิพิธภัณฑสถานแห่งขาติ เรือพระราชพิธี

ซึ่งในขบวนเรือ นอกจากเรือพระที่นั่งแล้ว ยังมีเรือรูปสัตว์จำนวน 10 ลำ และเรือประกอบขบวนอีกจำนวน 38 ลำ รวมทั้งสิ้นจำนวน 52 ลำ โดยมี 3 หน่วยงานที่ดูแลคือ สำนักพระราชวัง, กรมศิลปากร และกองทัพเรือ ซึ่งปกติที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ต้องเสียค่าถ่ายภาพจำนวน 100 บาท วันนี้คณะของเราได้เห็นมิติของการซ่อม การทำเรือ นอกจากความสวยงามอลังการของเรือพระที่นั่ง

ปิดท้ายทริปด้วยการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สักทอง วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ซึ่ง ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวินและภริยา มีจิตศรัทธาถวายบ้านสักทองหลังใหญ่ให้แก่วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ดำเนินการสร้างเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ไม้สักทอง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และเผยแพร่ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา รวมถึงเป็นการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่รัชกาลที่ 9 ครองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี ในปี พ.ศ.2549

ซึ่งเรือนไม้สักทองหลังนี้ มีลักษณะทรงปั้นหยาประยุกต์ 2 ชั้นกว้าง 16.75 เมตร ยาว 30.15 เมตร ชั้นบนจัดแสดงรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้ง (ไฟเบอร์กลาส) เท่าพระองค์จริง ของสมเด็จพระสังฆราช 18 พระองค์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล ชั้นล่างจัดแสดงภาพพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ นิทรรศการวัดเทวราชกุญชร และมูลนิธิ ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน

พิพิธภัณฑ์สักทอง วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร