สัมผัสอรรถรสอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นทวิสต์ ชมหิ้งห้อยและผ่อนคลายกับบรรยากาศป่ากลางกรุงที่ ร้านอาหารวังหิ่งห้อย

หลังจากตะวันลับขอบฟ้า ความมืดมิดคืบคลานเข้ามาแทนที่ แสงไฟหลายแสนดวงในเมืองหลวงเริ่มสว่างไสว ขณะที่ ส่วนหนึ่ง RCA ศูนย์รวมความบันเทิงย่านพระราม 9 ยังมีเวิ้งหนึ่งที่ยังคงความเงียบซุกซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และได้เวลาที่หิ่งห้อยน้อยนับร้อยจะเปล่งประกายแสงวูบวับในยามราตรี ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูร้านอาหารเปิดออก เพื่อต้อนรับนักชิมด้วยคอนเซ็ปต์อาหารแนวใหม่ในรูปแบบไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ร้านอาหารวังหิ่งห้อย

ร้านอาหารวังหิ่งห้อย เป็นร้านอาหารไทยที่เพิ่งเปิดให้บริการกลางกรุงด้วยคอนเซ็ปต์ที่ไม่เหมือนใคร ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของวงการร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง เพื่อรองรับนักชิมนักดื่มที่ต้องการสัมผัสอาหารในรูปแบบใหม่ที่ เชฟนิคณัฎฐพล ภวไพบูลย์ เรียกว่า อาหารไทยโมเดิร์นทวิสต์ ซึ่งเชฟมือทองมากประสบการณ์แถวหน้าของเมืองไทยได้รังสรรค์เมนูใหม่ที่ผ่านการตกผลึกมาเป็นอย่างดี

เชฟนิค กล่าวว่า อาหารธีมไฟ ซึ่งเป็นจะเป็นธีมสุดท้าย หลังจากมีธีม ดิน น้ำ ลม ให้บริการมาก่อนหน้านี้แล้วของร้านอาหารวังหิ่งห้อย และจะเปิดให้บริการอาหารธีมไฟ เป็นเซ็ตอาหารจำนวน 9 คอร์ส ที่รังสรรค์มาเป็นอย่างดีก่อนเข้าสู่ธีม ฟินาเล่ ซึ่งทั้งหมดจะให้บริการตั้งแต่เปิดร้านมาเป็นเวลา 18 เดือน เหมือนวงจรชีวิตของหิ่งห้อยที่ได้จำลองระบบนิเวศให้หิ่งห้อยสามารถใช้ชีวิตอยู่รวมกับคนเมืองหลวงได้จริง

เชฟนิคณัฎฐพล ภวไพบูลย์

 

ส่วนบรรยากาศ การตกแต่งภายในร้าน และภาพรวมทั้งหมดเสมือนป่ากลางกรุง ซึ่งตั้งแต่ทางเข้าที่มีความเงียบสงบและมีความมืดมีเพียงแสงจากโคมไฟเล็กๆ ให้ความสว่างในแนวทางเดิน จะเข้าสู่ซุ้มประตูขนาดใหญ่ ที่เบื้องหน้ามีเส้นสายของไฟแอลอีดีไหลจากด้านบนลงมาด้านล่าง ราวกับน้ำตกกลางป่าใหญ่ ส่วนภายในห้องอาหารคุมโทนด้วยสีดำ ประดับตกแต่งด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ยกมาทั้งต้น แทรกอยู่ตามมุมต่างๆ

ซึ่งทุกอย่างภายในร้านรูปตัวยูดูมืด มีเพียงบางจุดที่สาดส่องด้วยแสงไฟอันน้อยนิดเป็นจุดๆ หรือเฉพาะบริเวณเท่านั้น แต่ถ้าดูเผินๆ ก็คล้ายกับแสงจากตะเกียง ส่วนพื้นที่ส่วนกลางร้านนั้นจัดประดับตกแต่งสวนอย่างตั้งใจ เพื่อให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้มีความร่มรื่น ให้ความเขียวขจีได้สะท้อนกลับเข้ามาในร้านให้นักชิมได้อรรถรสในการรับประทานอาหารเย็นมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการดีไซน์ร้านอาหารเหมือนนั่งทานอาหารในป่ากลางกรุงนี้ออกแบบในสไตล์ลอฟท์ อินดัสทรี ด้วยโครงสร้างที่ทำจากเหล็ก และไม้ โดยมีพื้นที่นั่งรับประทานอาการและห้องส่วนตัวซูเปอร์วีไอพี ทั้งหมดจำนวน 100 ที่นั่ง

นอกจากส่วนของโต๊ะนั่งรับประทานอาหารที่จัดไว้รองรับจำนวน 6-8 ท่าน มีระยะห่างและมีความเป็นส่วนตัวสูงแล้ว ยังมีห้องพีไอพีที่จัดโต๊ะสำหรับทำอาหารไว้ภายใน ซึ่งจะได้ลิ้มลองรสชาติจากมือเชฟอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง ยังสามารถมองเห็นและความดื่มด่ำกับหิ่งห้อยตัวน้อยนับพันในห้องที่มืดมิดสนิทกับธรรมชาติแห่งเดียวในกรุงเทพฯ

“หัวใจในการทำอาหารในวังหิ่งห้อยคือ ความถี่ในการทำอาหารให้เหมือนเดิม ไม่ทำทิ้งขว้าง เพราะที่นี่เป็น ซีโลเวดเทจ และที่สำคัญ คือ วัตถุดิบที่นำมาใช้นั้นมาจากแหล่งวัตถุดิบชื่อดังทั่วประเทศ  และสะท้อนถึงว่า เราคิดอะไรอยู่กับอาหารจานนั้น ซึ่งเราเลือกวัตถุดิบพื้นบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปลาคัง ปลาสลิดบางบ่อ เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ที่ผลิตวัตถุดิบจริง ที่สำคัญ ถ้ามีร้านอาหารที่ทำอาหารไทยมากเท่าไหร่ ผมยิ่งดีใจ เพราะคนไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้น นี่คือเหตุผลหลักในการทำร้านวังหิ่งห้อย และอีกมุมหนึ่งเป็นการแข่งกับธรรรมชาติ เพื่อให้คนรู้ว่า เราสามารถสร้างหิ่งห้อยในเมืองได้ เราสามารถทำให้ต้นไม้เกิดขึ้นใน RCA  แถมยังสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้จริง บนพื้นที่ 1,000 ตร.ม.” เชฟนิค กล่าวว่า

นอกเหนือจากความพิเศษด้านบรรยากาศ คอนเซ็ปต์การทำธุรกิจร้านอาหาร เพื่อประเทศไทย สู่ความเป็นครัวโลก เป็นอาหารไทยที่สามารถแข่งขันกับสากลได้ และยังช่วยให้คนไทยระดับคนในรากหญ้าให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ในส่วนของเมนูอาหารยังได้ถูกรังสรรค์มาเป็นอย่างดี พร้อมเสิร์ฟในรูปแบบไฟน์ไดนิ่ง นำเสนอเป็นเซ็ตที่มีชื่อว่า “Spirit of Fire Set” จำนวน 9 คอร์ส เริ่มต้นด้วยอาหารทานเล่น จำนวน 2 ชนิด จานแรกเรียกว่า Ignite  หรือ ฉนวน เป็นการจุดหรือปลุกคอร์สอาหาร ด้วยแผ่นแป้งกรอบที่มีความเค็มผสมอย่างลงตัว เสิร์ฟพร้อมกับผลไม้แห้งหลายชนิด และดอกไม้มากชนิดหลายสีสันที่สามารถรับประทานได้  เสิร์ฟมาพร้อมกับมันม่วงคาปูชิโน่ ที่มีความพิเศษในนำขิงแก่ไปสกัดเป็นน้ำมันผสมผสานปั่นรวมกับมันม่วง ส่วนโฟมด้านบนใช้น้ำมันหมูสามชั้นผ่านกระบวนการ จนได้น้ำมันสีทองที่มีแต่โอเมก้า แล้วปั่นจนได้ฟองนมเนียนนุ่มละมุนลิ้น ส่วนวิธีการทาน แนะนำให้ดื่มตัวคาปูชิโน่ก่อน จากนั้นตามด้วยขนมปัง อารมณ์และความรู้สึก จะเหมือนกับการทานขนมปังกรอบที่ทาด้วยน้ำพริกเผากับกาแฟในตอนเช้า

ตามมาด้วย Awake เป็นหอยนางรมที่กับซอสซีฟู้ด แต่ความเปรี้ยวที่ได้มาจากส้มยูสุ ที่นำไปปั่นรวมกันเป็นซอส ใช้เทคนิคโมลิกูล่า และฉีดออกมาเป็นตัวโฟมบนเนื้อหอยนางรมสด จนได้สัมผัสรสชาติแบบไทยๆ 100 เปอร์เซ็นต์ เหมือนทานหอยนางรมที่ราดกับซอสซีฟู้ด แต่มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกับหอยนางรมทั่วไปโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ เมนูเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกัน 2 ชนิดคือ Ashes ซึ่งแปลว่า เถ้าถ่าน ด้านล่างเป็นชาโคลซีฟู้ดเจลลี่มิกกับไนโตเจนจนได้สีขาวๆ เหมือนไฟกำลังลุกไหม้อยู่ ส่วนด้านบนเป็นปลาสลิดบางบ่อทอดหั่นชิ้นพอดีคำ ประดับอย่างสวยงาม ส่วนด้านล่างสุดรองด้วยเป็นซัลซาซอส แนะนำวิธีการทานต้องตัดตั้งแต่เนื้อปลาสลิดลงไปด้านล่างสุดและทานทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน

ส่วน Sunbath เป็นแอพพิไทเซอร์อย่างที่ 2 เป็นเนื้อย่างบนหินร้อนภูเขาไฟลาวา เสิร์ฟมาพร้อมกับสไปซี่ลาวซอส หรือ ซอสสุกี้ และพิเศษในส่วนความหวานของซอสไม่ได้มาจากน้ำตาล แต่มาจากเชฟใช้ถั่วตัดบดละเอียดรวมกับเต้าหู้ยี้ ทำให้เกิดความหวานที่ละมุนกลมกล่อมมากที่สุด

จากนั้นได้เวลาของซุปแสนอัศจรรย์ ที่เรียกว่า Aurora หรือที่เรียกว่า แสงเหนือ โดดเด่นด้วยตัวซุปมีสีเขียวมรกตและมีน้ำมันลอยอยู่ด้านบน หรือเรียกง่ายๆ ว่า ซุปต้มจับฉ่าย ที่ได้อินสปายมาจากอากงอาม่า และเลือกใช้หมูสามชั้นที่ตุ๋นจนนุ่มเปื่อยแทบละลายปาก เสิร์ฟกับ บล็อกโคลี่ และฟองเต้าหู้ทอด เวลาทานแนะนำให้ทานทั้งหมดรวมกันในคำเดียวกัน จะได้รสชาติที่ดีที่สุด

ตามมาติดๆ ด้วยสลัดที่มีชื่อเรียกว่า Firework หรือเรียกว่า พลุประทุ ซึ่งด้านล่างเสิร์ฟด้วยซอสสับปะรด ข้างบนมีส่วนผสมของเม็ดเปาะแปะ เวลาทานเหมือนมีอะไรประทุระเบิดอยู่ในปาก แต่ความสำคัญของจานนี้อยู่ที่ตัวผลไม้ที่บ่มด้วยไนโตรเจนให้ผลไม้สุกอย่างช้าๆ และยังมีขั้นคอร์สด้วยน้ำแข็งใส เป็นผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นการเคลียร์อาหารทุกอย่างที่เคยทานไปแล้ว และให้พร้อมรับเมนคอร์สต่อไป

และมาถึงเมนคอร์สจานโปรดที่มีให้เลือก 1 อย่างจากจำนวน  4 ชนิด ประกอบด้วย Burst มีชื่อภาษาไทยว่า แกงเทโพในสไตล์ของวังหิ่งห้อย เสิร์ฟมากับพ็อกเลลี่โทมาฮอกและมันบด ส่วนซอสด้านล่างเป็นน้ำแกงเทโพรสชาติไทยดั้งเดิม แต่เชฟได้ทวิตส์ หน้าตาการเสิร์ฟให้ดูมีมูลค่ามากขึ้น ภายในบรรจุด้วยคอตต้าชีสและเบอร์รี่ต่างๆ เชฟบอกว่า เพราะแกงเทโพมีความมัน ความเผ็ด จึงใช้เบอร์รี่มาช่วยตัดรสชาติ หรือ Inferno เป็นข้าวลีซอตโตข้าวไทย แต่ที่เห็นสีเขียว เพราะใช้มะขามเขียวจากจังหวัดเพชรบุรี หมักรวมกับข้าวจนได้สีเขียว

ขณะที่ Rage บีฟเทนเดอลอยน์ ราดด้วยไชนีสรสเผ็ด 5 ชนิด ให้ความรู้สึกเหมือนทานก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อเทนเดอลอยน์มีระดับ และที่ตัวเนื้อโรยด้วยผงที่ปรุงพิเศษจนได้ความหอมและความนุ่มของเนื้อ ส่วนด้านล่างเหมือนหมี่กรอบ แต่จริงๆคือ แฮชบราว ที่ทำมาจากมันฝรั่ง ให้ความเบาเวลาทาน เพราะทำเป็นเส้นขนาดเล็ก และนำไปทอดกรอบเมื่อทานมาถึงจานนี้ ก็ยังสามารถเอ็นจอยกับอาหารจานต่อไปได้อย่างสบายๆ และ Erupt เป็นกุ้งแม่น้ำจากพระนครศรีอยุธยา ด้านบนหัวกุ้งมีข้าวผัดเบซิล มีความคล้ายกับข้าวผัดกะเพรา เสิร์ฟพร้อมลอบเตอร์บีทบนตัวกุ้ง ช่วยเพิ่มรสชาติและช่วยดับกลิ่นคาวกุ้งได้เป็นอย่างดี

ปิดท้ายด้วยของหวาน 2 ชนิด คือ Ice Lawa หรือเรียกว่า ข้าวหมากลำไย ประกอบด้วย ไอศกรีมด้านบนและลำไยซอสอยู่ด้านล่าง และ ของหวานจานสุดท้ายคือ Rising Sun หรือเฉาก๊วยนมสด ด้านบนประดับด้วย เฉาก๊วยรูปทรงกลมมีผงทอง 18k อยู่ด้านในที่ทานได้ และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านล่างเป็นชากุหลาบรสละมุน กลมกล่อมอย่าบอกใคร

อาหารไทยทวิสต์ทั้งหมดของวังหิ่งห้อยทุกเมนู จึงมีรสชาติแบบไทยดั้งเดิมที่ผสมผสานกับเทคนิคการปรุงในรูปแบบต่างๆเรียกได้ว่าเป็นอาหารสมัยใหม่ไม่มีเคล้าเดิมแม้แต่น้อย แต่รสชาติยังคงแบบไทยดั้งเดิมแน่นอน ที่สำคัญที่สุด วังหิ่งห้อย เน้นการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากแหล่งผลิตของคนไทยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และปรุงใหม่สด แบบวันต่อวัน เสิร์ฟเฉพาะท่านที่จองมาเท่านั้น เรียกได้ว่า เป็นเซ็ตอาหารระดับไฟไดนิ่งท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เหมือนใครในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ความพิเศษเพิ่มเติมคือ การรังสรรค์เครื่องดื่ม 4 ชนิดที่โดดเด่นและเข้ากับอาหารธีมไฟโดยเฉพาะ ประกอบด้วย Rom Khwan, Ron Roon, Sum Fai และ Phaed Phao ซึ่งสามารถเลือกสั่งได้ทั้งแบบม็อกเทลไร้แอลกอฮอล์ และค็อกเทล ได้ตามใจชอบ ซึ่งเครื่องดื่มทุกอย่างล้วนมีความพิเศษ มีความหมายอยู่ในตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งรูป รสและสัมผัสได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ความสุขเหนือระดับ เกินความคาดหมาย ที่ต้องลิ้มลองสักครั้ง

 

ร้านอาหารวังหิ่งห้อย RCA เลขที่ 149 ถนนริมทางรถไฟสายแปดริ้ว แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 เปิดตั้งแต่เวลา 18.30-24.00 น. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร 091 979 6226 หรือติดตามได้ที่ www.facebook/wanghinghoi  หรือเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.wanghinghoi.com