อิ่มอร่อยครบรสแบบไทยๆ ในบ้านสีขาวที่ร้านอาหาร “บ้านกลมกิ๊ก”

การได้รับประทานอาหารในบ้าน อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่เพียงแต่จะมีความสุข แล้วยังจะได้รับรู้สึกถึงความอบอุ่น และความผูกพันแบบพ่อ แม่ ลูก ตามแบบฉบับของคนไทย ทว่า สังคมในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ต่างคนต่างเร่งรีบ แถมยังมีสื่อโซเซียลมากมาย จนทำให้คนยุคสมัยนี้ กลายเป็นสังคมก้มหน้าไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม ลองไปที่ร้านอาหารในบ้านไม้สีขาวกลางเมืองย่านซอยร่วมฤดีสักครั้ง สัมผัสกับชีวิตสโลวไลฟ์ที่สบายๆ

ที่นี่ ไม่เพียงแต่จะทำให้ความรู้สึกอบอุ่น จากการต้อนรับราวกับญาติมิตรคนสนิท ยังจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ร่มรื่น ถึงแม้จะตั้งอยู่ในกลางเมืองก็ตาม รวมถึง เมนูอาหารไทยตำรับแม่สุชา ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 มีรายการทีวี “บ้านกลมกิ๊ก” ที่ต้องบอกว่า เป็นรายการชื่อดังระดับประเทศ และช่วงหนึ่งที่มีคนติดตามมากมายคือ ช่วงนำเสนอการทำอาหารไทย แบบคนก้นครัวรั้ววัง  ของคุณแม่สุชาดา ทำให้หลายคนอยากตามมาชิม และกลายเป็นที่มาของ ร้านอาหารบ้านกลมกิ๊ก

ร้านอาหารบ้านกลมกิ๊ก ตั้งอยู่ในซอยรวมฤดี 1 เดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้าลงสถานีเพลินจิต หรือจะขับไปเอง ทางร้านก็มีบริการรับรถไปจอดให้อย่าง และต้องยอมรับว่า แว๊บแรกที่เห็นร้านอาหารแห่งนี้ ก็รู้สึกชอบขึ้นมาทันที เพราะเป็นบ้านพักอาศัย 2 ชั้น เป็นบ้านที่ดูคลาสสิก ซึ่งได้ดัดแปลงมาเป็นร้านอาหารสไตล์ไทยๆได้อย่างลงตัว ด้านหน้าร้านติดป้ายกลมๆ มีตัวหนังสือชัดเจนว่า “บ้านกลมกิ๊ก” โดดเด่นด้วยประตูไม้สักบานใหญ่

ขณะที่ ส่วนตัวบ้านไม้ทาสีขาว ซึ่งสื่อถึงความอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก บริเวณหน้าบ้านมีชาญบ้านกว้างๆ จัดเรียงเก้าอี้ให้นั่งทานอาหารและรับลมในช่วงแดดร่มลมตก ได้พักผ่อนกันแบบสบายๆแล้ว  มาค้นหากลเม็ดเคล็ดลับความอร่อยบนฝีมือปลายจวักของ คุณแม่สุชาดา กิจเจริญ  คุณแม่ของ ซูโม่กิ๊ก-เกียรติ  กิจเจริญ มีเมนูอาหารมื้อพิเศษแสนอร่อยรออยู่มากมาย โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก “พี่เปี๊ยก” จรัสพงศ์  จารุโชติพัฒน์  ผู้จัดการร้านบ้านกลมกิ๊ก ให้การต้อนรับเช่นเคย

จรัสพงศ์  จารุโชติพัฒน์  ผู้จัดการร้านบ้านกลมกิ๊ก

สำหรับพื้นที่ภายในตัวบ้านจัดให้ดูโล่งโปร่ง มีโต๊ะ เก้าอี้ เป็นสัดส่วน นอกจากนี้ บนชั้น 2 ยังมีที่นั่งที่เป็นส่วนตัว และห้องวีไอพีจำนวน 14 ที่นั่ง สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ส่วนฝาผนังของตัวบ้านมีภาพถ่ายของครอบครัวกิจเจริญ ติดเป็นซีรี่ส์ให้ได้ย้อนรำลึกความหลังครั้งยังหนุ่มสาว และทำให้ผู้ที่มานั่งทานอาหารในร้านแห่งนี้ มีความรู้สึกเสมือนนั่งทานข้าวอยู่ในบ้าน ซึ่งทั้งหมด มีจำนวนที่นั่งกว่า 120 ที่นั่ง

สำหรับเคล็ดลับความอร่อยของอาหารในบ้านหลังนี้ อยู่ที่ฝีมือปลายจวักตำรับคุณแม่สุชาดานั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมนูอาหารไทยขึ้นชื่อ เริ่มต้นที่เมนูทานเล่น ปีกไก่ทอดน้ำปลา ที่กรอบนอกนุ่มใน รสชาติออกเค็มนิดหน่อยอร่อยกำลังดี ตามมาด้วย  ห้อยจ้อปู ที่มีเนื้อกล้ามปูเป็นก้อนๆ ที่คัดสรรมาจากร้านห้อยจ้อชื่อดังของกรุงเทพฯ ทอดมันปลากราย เนื้อปลากรายแท้ๆนวดจนเข้าที่ปรุงด้วยเครื่องเทศอย่างดีมีความหนึบนุ่ม ทอดเหลืองกำลังดี กัดลงไปสัมผัสได้ถึงเนื้อปลาล้วนๆ มาพร้อมกับน้ำจิ้มเปรี้ยวอมหวานกำลังดี

ขณะที่ กุ้งกระเทียม เชฟคัดสรรกุ้งแม่น้ำสดๆไซส์ใหญ่ฝ่าครึ่งตัวโชว์สีสันมันกุ้งสีเหลืองน่าลิ้มลองส่วนด้านบนโรยด้วยกระเทียมเจียว ที่เจียวมาใหม่ๆสีเหลืองทองและกรอบเป็นพิเศษ เสิร์ฟมาในจานจำนวน 4 ชิ้น อย่างสวยงาม และเมนูที่ขายดิบขายดีแนะนำ ปลาดุผัดพริกขิง เป็นอาหารขึ้นชื่อที่ใครไปใครมาต้องสั่ง เพราะที่เชฟใช้ปลาดุ 100 เปอร์เซ็นตผัดกับพริกแกงจนได้ที่ ส่งกลิ่นหอมและมีความกรอบมาก รสชาติกลมกล่อมและไม่เผ็ด

ส่วนเมนูที่เด็กชื่นชอบเป็นพิเศษแนะนำ ไข่เจียวแม่สุขา ที่ใช้ไข่ไก่ถึง 6 ฟองผสานกับความนุ่มละมุนด้วยนม จึงมีความหอม และเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้นจริงๆ สำหรับใครที่ชอบรสชาติอาหารไทยจัดจ้านแนะนำ สะตอผัดกุ้ง หรือใครที่ชอบเมนูรสแซ่บแนะนำ ยำถั่วพูล ที่มีรสชาติเข้มข้นถึงใจ รวมถึง ข้าวผัดสับปะรด ที่ประกอบด้วย เนื้อไก่ กุ้ง กุนเชียง ลูกเกด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เนื้อสับปะรด โรยด้วยหมูหยอง ประดับด้วยไข่ดาวนกกระทา เสิร์ฟมาลูกสับปะรด เป็นเมนูที่ลูกค้าคนจีนชื่นชอบมาก

และมาถึงแล้วห้ามพลาด แกงเขียวหวานขุนบวร ชื่อดังที่ทำจากเนื้อเตอรลอยด์ ตุ๋นจนเนื้อเปื่อยนุ่มแทบละลายในปาก นอกจากนี้ยังมีแกงเขียวหวานเนื้อ, หมู, ไก่ และที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่คือ แกงเขียวหวานลูกชิ้นมังกร เชฟทำเป็นลูกชิ้นหมูลูกใหญ่ยัดไส้ไข่เค็ม เสิร์ฟหั่นเป็น 4 ชิ้นเห็นไข่เค็มสีแดงอย่างสวยงาม ส่วนน้ำซุปเขียวหวานยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีอาหารพร้อมทาน จำหน่ายในรูปแบบซองที่ทันสมัยสามารถบกพาไปในที่ต่างๆได้อย่างสะดวกสบาย ภายใต้ชื่อ กลมกิ๊กทูโก เรียกได้ว่า อร่อยร้อนไม่ง้อเวฟ ประกอบด้วย 4 เมนู คือ ข้าวหอมมะลิคั่วกลิ้งหมู, ข้าวหอมมะลิแกงเขียวหวานไก่ยอดมะพร้าวอ่อน, ข้าวหอมมะละมัสมั่น และข้าวหอมมะลิขาหมู ซึ่งขั้นตอนการรับประทานง่ายๆเพียงนำอาหารออกจากซองวางในภาชนะแล้วเทน้ำลงไปปิดผา แค่นี้แล้วรอเพียง 10 นาที ซึ่งหลายคนสงสัยว่าร้อนได้อย่างไร เพราะนี่คือ เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการอุ่นอาหารจากประเทศญี่ปุ่น

ส่วนเมนูอาหารแบบเอาใจลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มักแวะเวียนมาหาอะไรใส่ท้องกันเป็นประจำ เช่น สปาเก็ตตี้ปลาเค็ม , สปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล ซึ่งทุกจานปรุงรสชาติแบบไทยๆ ให้ได้สัมผัสรสชาติแบบดั้งเดิมจริง ตบท้ายด้วยขนมหวานแบบไทยๆ เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ลอดช่องน้ำกะทิ ,ทับทิมกรอบ,เฉาก๋วย กล้วยเชื่อมเย็น เท่านี้ ก็อิ่มเอมครบสูตรแล้วสำหรับมื้อนี้

หลังจากที่ได้ชิมอาหารตำรับคุณแม่สุชาดา เป็นที่เรียบร้อยจนอิ่มสบายกระเพาะไปแล้ว ต้องขอบอกได้ว่า อาหารทุกเมนูได้ 10 คะแนนเต็มเลย เพราะครบทุกรสชาติของอาหาร ไม่หนักเบา ได้เนื้อถึงอรรถรส และที่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ความอบอุ่นแบบทานข้าวในครอบครัวเดียวกัน

คงต้องเก็บ “บ้านกลมกิ๊ก” ร้านอาหารบ้านหลังนี้ไว้เป็นขาประจำอีกร้านหนึ่ง

ร้านอาหารบ้านกลมกิ๊ก ตั้งอยู่เลขที่ 25 ซอยร่วมฤดี 1 ถนนเพลินจิต ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 เปิดบริการมื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำเวลา 18.00-22.00น. สนใจสอบถามรายละเอียดหรือสำรองที่นั่งโทร.02-254-4254, 081-911-1268 ติดตามได้ที่ Facebook : Baan Glom Gig หรือที่ E-mail: baanglomgig@hotmail.com