เที่ยวเท่ๆ แบบไทยๆ สัมผัสวิถีชีวิตถิ่นวีรชนคนกล้า “สิงห์บุรี”

 

เข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เรียกได้ว่า เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับทุกๆคน ไม่ว่าชาติไหน คนจนหรือคนรวย ทุกๆคนก็เสมือนเป็นนักท่องเที่ยว ที่ต่างคนต่างเดินทางกลับบ้านพบปะญาติพี่น้อง หรือไปทำบุญเสริมสิริมงคลให้กับตัวเอง และเพิ่มเติมด้วยการท่องเที่ยว พักผ่อน หาอาหารอร่อยๆ รับประทานเป็นรางวัลให้กับชีวิต หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาตลอดทั้งปี

และรางวัลสำหรับต้อนรับปีใหม่ของ สาธรสัญจรทั่วทิศ ปีนี้ไม่อยากเดินทางไปไกลให้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แถมยังได้สัมผัสธรรมชาติกับทุ่งนาสีเขียวๆ ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชนบทที่มีความเรียบง่าย ทำไร ทำนา ปลูกผัก ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ แต่มากไปด้วยความสุข ความพอเพียง ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง

เมื่อ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลพบุรี ได้พาไปเยือนถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนปลาแม่ลา ย่านการค้าภาคกลาง พร้อมกับการเที่ยวชมงาน “เทศกาลกินปลา ของดีเมืองสิงห์” ครั้งที่ 24 และเรียกว่า เป็นการพัฒนาและยกระดับการกินปลาให้ยิ่งใหญ่ที่สุด ตั้งแต่มีการจัดงานมาแล้ว สาธรสัญจรทั่วทิศ จะพลาดได้อย่างไร

ทีมงานนัดแนะกันเป็นอย่างดีในช่วงเช้ากับโปรแกรมดีๆ 2 วัน 1 คืน ด้วยเส้นทาง กรุงเทพฯ – สิงห์บุรี ภายใต้ชื่อกิจกรรม ชวนกินปลา สักการะพระพรหม ชมวิถีชุมชนสิงห์บุรี ตามโครงการ วันธรรมดาน่าเที่ยวเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว ทริปนี้ เราจึงมีเพื่อนร่วมทางอีก 3 รถตู้ รับรองว่าไม่มีเหงา

ล้อหมุนออกจาก ททท.สำนักงานใหญ่ มุ่งหน้าสู่จังหวัดสิงห์บุรีอย่างสบายๆ เผลอหลับไปแว้บเดียว เราก็มาถึงจังหวัดเล็กๆที่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ แต่รับรองได้ว่า เรื่องของน้ำใจไมตรี การต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองหรือนักท่องเที่ยว ไม่เล็กอย่างแน่นอน ก่อนอื่น ททท. วางโปรแกรมให้คณะได้ไปไหว้พระพรตามธรรมเนียม การเดินทางไปจังหวัดไหนก็ตาม ถ้าได้ไปนมัสการขอพรสิ่งศักดิ์ ถือว่า เป็นสิริมงคลและยังทำให้เกิดความสงบ ความสบายใจทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยว

นมัสการสิ่งศักดิ์อำเภออินทร์บุรี

คณะของเราการได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดสิงห์บุรีอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตามลำดับหมายเลขรถ คันที่ 1 ถึงคันที่ 4 จุดหมายแรกที่ วัดไทร อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา ตำบลชีน้ำร้าย เพราะเป็นคุ้งน้ำที่มีความคดเคียวสัญจรไปมาได้อย่างลำบาก และเป็นคุ้งน้ำที่หลายคนทราบดีว่า หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้กำเนิดบนเรือ ณ บริเวณคุ้งน้ำแห่งนี้

และที่สำคัญ ถือว่า เป็นวัดอันซีนของจังหวัดสิงห์บุรีแห่งหนึ่งที่ไม่ธรรมดา เพราะกำแพงพระอุโบสถ์ทั้ง 4 ด้านถูกต้นโพธิ์ไทรขึ้นปรกคลุมโดยรอบ และถ้าสังเกตดู นี่คือ ความเก่า ความขลัง ภายในพระอุโบสถ์ที่ประดิษฐานหลวงพ่อขาว หรือ หลวงพ่อทะยาน เป็นพระอุโบสถ์ที่ไม่มีหลังหา จากการสอบถามจากไกด์ท้องถิ่นอาสาเล่าว่า วัดนี้เป็นวัดที่มีความศักดิ์มาก และคงเป็นเพราะหลวงพ่อไม่ต้องการให้สร้างหลังคา ถึงแม้ว่าจะมีการก่อสร้างกี่ครั้ง ก็มีเหตุเป็นไปทุกครั้ง

ปัจจุบันถึงปล่อยให้หลังคาโล่ง จนมองเห็นวิวด้านบนได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ต้นโทร ต้นโพธิ์ ที่ยึดเกาะอยู่ตามผนังพระอุโบสถ์ก็อายุหลายสิบปี และนับวันก็จะสร้างเสียหาย สร้างรอยร้าว  รวมถึงการชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ทว่า นี่คือ เสน่ห์ของวัดไทร ที่ใครก็อยากไปชื่นชม และขอพรพระให้ได้สักครั้งหนึ่ง

รถสื่อคันที่ 4 เป็นคันปิดท้ายขบวน เลยขอความเป็นสิริมงคลแบบพิเศษๆ ด้วยการขับวนรอบพระอุโบสถ์ถึง 3 รอบ อิ่มบุญกันไป และหลังจากสบายอกสบายใจกันแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ 2 และสถานที่ที่หลายคนจดจ่อที่จะได้สัมผัสบรรยากาศชายทุ่งกับเมนูอาหารมื้อกลางวัน ที่บอกว่า จะได้รับประทานข้าวไรซ์เบอรี่จากแปลงเกษตรอินทรีกับพืชผักสดปลอดสารพิษ

สัมผัสกลิ่นอายวิถีชาวบ้าน

คณะของเราเดินทางไปที่ บ้านข้าวหอมโฮมสเตย์ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ภายใต้การบริหารงานของ คุณสายพิน ชูเชื้อ หลังจากหันหลังให้กับอาชีพพยาบาล ก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย สู่วิถีเกษตรท้องถิ่น ปลูกข้าวไรซ์เบอรี่แบบเกษตรอินทรี โดยไม่พึ่งสารเคมี และปลูกผักปลอดสารพิษ รวมถึงยังเปิดเป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ ให้นักท่องเที่ยวได้มาทำกิจกรรมปลูกข้าว ดำนา เก็บผัก ล่องเรือ และยังเปิดเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อน บนเรือนไทยไม้สัก เคียงข้างท้องทุ่งนาสีเขียวขจีกว่า 20 ไร่

นอกจากนี้ทางบ้านข้าวหอมยังได้จัดเซ็ตเมนูอาหารกลางวัน ไว้ต้อนรับคณะของเรา ให้ได้อิ่มเอมกับเมนูอาหารไทย อาทิ น้ำพริกเสิร์ฟพร้อมกับผักสดหลากชนิด ไข่เจียว และที่ขาดไม่ได้ ปลาช่อนแม่ลาทอดร้อนๆ ต้องบอกว่า นี่คือ สวรรค์บ้านทุ่ง แท้ๆ สนนราคาหัวคนละ 150 บาทเท่านั้น แต่ทุกคนได้รับประทานอาหารกันอิ่มหนำสำราญแบบไม่อั้น แถมยังตบท้ายด้วยเมนูของหวานสุดโปรดปราน ผักทองแกงบวด หวานมันเหนียวหนึบ ความสุขเปี่ยมล้น

เมื่อได้เติมพลัง และได้เรียนรู้วิธีการทำนากันอย่างคราวๆ เพราะเวลาอันจำกัด บนผืนนาที่กว้างใหญ่แล้ว คณะของเราเดินทางไปยังโรงสีข้าว เพื่อชมขั้นตอนการสีข้าว การแยกเมล็ดข้าวด้วยเครื่องจักรขนาดเล็ก และเข้าสู่กระบวนการแพ็คลงถุงด้วยเครื่องซีลแบบสูญญากาศ เพื่อการจัดเก็บข้าวได้นานยิ่งขึ้น รวมถึงการติดตราข้าวไรซ์เบอรี่สิงห์บุรี ที่ได้มาตรฐานพร้อมส่ง ภายใต้แบรนด์ บ้านข้าวหอม และที่สำคัญ มาถึงถิ่นข้าวไรซ์เบอรี่ทั่งที ต้องกระจายรายได้กันเป็นธรรมดา งานนี้มีข้าวคุณภาพดีติดไม้ติดมือกันทุกคน จะใช้เป็นของฝากวันปีใหม่ก็ดี หรือจะซื้อไปรับประทานเองก็ได้

ช้อปกันเพลินๆ ได้เวลาจากลาบ้านข้าวหอม ไปยังที่หมายแห่งที่ 3 จะได้เรียนรู้ ฝึกทักษะ การทำพวงกุญแจจากหอยขม เรียกได้ว่า ทานเนื้อหอยไปแล้ว เปลือกหอยยังมีคุณค่า ทั้งการใช้งานและคุณค่าทางจิตใจ

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้

บ้านสวนศิลป์สุขดี หรือที่หลายคนเรียกว่า บ้านหอยขม เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำของ คุณนริศ หาทรัพย์ แท้จริงแล้วที่บ้านหลังนี้ ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์ไอเดียมากมาย เช่น การทำกระถางปลูกต้นไม้จากผ้าและซิเมนต์ในขนาดต่างๆ ที่ขึ้นรูปมีลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงงานประติมากรรม พระพุทธรูป ที่เริ่มปั้นแบบจากขี้ผึ้ง ทำโมขึ้นแบบ และหล่อด้วยไฟเบอร์กลาสขนาดใหญ่ หรือจะเป็นงานเพ้นท์ลวดลายลงบนตัวหอยขมตัวเล็กๆน่ารักๆ เพื่อทำเป็นพวกกุญแจหลากสีสัน แถมได้ฝึกสมาธิ สร้างสรรค์ผลงานแห่งความภาคภูมิใจด้วยตัวเองสักชิ้น เพื่อเก็บไปเป็นของที่ระลึกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกด้วย

จากนั้นเดินทางต่อไปที่ วิสาหกิจชุมชนขนมหวานบ้านทองเอน วิถีชุมชนคนสิงห์บุรี ที่ต้องหลงรัก เพราะที่นี่มี กล้วยตากรสเลิศ ที่รังสรรค์มาต้อนรับคณะเราด้วยรูปหัวใจเสียบไม้ หวานหอมกลมกล่อมแบบธรรมชาติ หรือกล้วยตากแบบหวานน้อยสไลด์มาเป็นเส้นๆ รวมถึง กล้วยฉาบ มันฉาบ เผือกฉาบที่ผสมผสาน และดัดแปลงเพิ่มเติมรสชาติต่างๆไว้ให้ลิ้มลองอย่างเอร็ดอร่อย และได้ซื้อเป็นของฝากกลับกรุงเทพฯ

จากนั้นไปกันที่ บ้านทุ่งรวงทอง ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้อีกแห่งหนึ่งที่มีความโดดเด่นด้านการเลี้ยงแพะเนื้อ การเก็บดอกบัวสำหรับไหว้พระ สาธิตการพับดอกบัวในแบบต่างๆ และได้ใช้จริงๆ สำหรับจุดหมายต่อไปคือ การไปสักการะขอพระ พระอินทร์องค์ใหญ่ เทพเจ้าประจำเมืองสิงห์บุรีที่บริเวณ FN Outlet ริมถนนสายเอเซีย

ตื่นตาตื่นใจกับงานใหญ่ประจำปี

ก่อนเข้าชมงานคณะของเรายังได้กราบสักการะขอพร พระพรหม ซึ่งถือว่า เป็นพระพรหมองค์ใหญ่ที่ชาวสิงห์บุรีเคารพและนับถือ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี

ไฮไลต์สำคัญในช่วงเย็นคือ การเข้าเที่ยวชมงาน “เทศกาลกินปลา ของดีเมืองสิงห์”  โดยมี นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงาน พร้อมกับชมการแสดงแสง เสียง สุดยิ่งใหญ่ตระการตาชุด “มหัศจรรย์แห่งสายน้ำ บึงแม่ลา ล้ำค่า ปลาช่อนสิงห์บุรีอย่างยิ่งใหญ่ จนได้เวลาอันสมควร จึงเดินทางเข้าที่พักกลางทุ่งนาที่ มาบูน่า รีสอร์ท รีสอร์ทกลางนาสุดชิค

เยือนถิ่นปลาช่อนแม่ลา

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากอาหารเช้าเรียบร้อย ก็ออกเดินทางตามล่าหาปลาช่อนแม่ลา ของแท้แน่นอนก็ต้องไปที่ ป.แดน เกษตรฟาร์ม เพื่อเยี่ยมชมแหล่งเพาะพันธุ์ปลาช่อนแม่ลาสายพันธุ์แท้ โดยมี นายศุภสัณห์ ช่วยบุญ หรือปลัดแดน ที่หลายคนรู้จัก ให้การต้อนรับและนำชม พร้อมกับบรรยายถึงขั้นตอนการเพาะเลี้ยง การคัดแยกสายพันธุ์ปลาช่อนแม่ลา การเพาะเลี้ยงลูกปลาช่อนในบ่อซิเมนต์ หลังจากได้ขนาดแล้ว จึงปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน เลี้ยงจนโตได้ขนาดก็จะนำขึ้นมาพักในบ่อซิเมนต์ เพื่อให้คลายกลิ่นดินเสียก่อน ด้วยการปล่อยน้ำให้ไหลเวียน และถ่ายน้ำออกหลายๆน้ำ จนได้ปลาช่อนที่สะอาดพร้อมส่งขาย

ซึ่งแหล่งกำเนิดของปลาช่อนแม่ลา มาจากที่ลุ่มน้ำแม่ลา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี มีความยาวกว่า 18 กิโลเมตร และไหลผ่านพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน และอำเภอเมืองสิงห์บุรี  ขณะที่ตำนานความอร่อยของปลาช่อนแม่ลา ซึ่งลุ่มน้ำแม่ลา เปรียบเสมือนบ่อเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน เพราะชาวบ้านแถวนั้นส่วนใหญ่เลี้ยงสัตว์ริมแม่น้ำ มูลของสัตว์ จึงถูกชะล้างลงสู่แม่น้ำลา โดยเฉพาะช่วงฤดูน้ำหลาก จึงก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของสารอาหารตามธรรมชาติ ทำให้ปลาช่อนแม่ลามีความพิเศษและแตกต่างจากปลาช่อนในแหล่งน้ำอื่น

ส่วนที่มาของลำน้ำแม่ลา สายนี้แบ่งเป็น 2 เรื่องเล่า คือ สมัยก่อนแม่มาส่งลูกชาย เพื่อไปเป็นทหารที่กรุงศรีอยุธยา จึงมาอำลาลูกชาย หรือ แม่ลา ส่วนอีกหนึ่งเรื่องเล่าว่า สมัยก่อนทหารพม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา และได้มีการหย่าทัพหรือยกทัพกลับ บริเวณนั้น จึงถูกเรียกว่า แม่ทัพลา

นอกจากได้ชมฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาช่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว คณะของเรายังได้เดินทางต่อไปยังสถานที่แล่ปลาเพื่อทำเป็นปลาช่อนแม่ลาแดดเดียว แช่แข็ง และแพ็กลงถุงสูญญากาศ เพื่อส่งขายไปทั่วประเทศ ใครสนใจเพียงเข้าไปติดตามเฟสบุ้ค ป.แดนเกษตรฟาร์มก็สามารถสั่งซื้อได้

ปิดโปรแกรมสวยๆ ด้วยการชมมักกะลีผลหรือนารีผล มาจากตำนานป่าหิมพานต์ พร้อมกับการถวายสังฆทานที่ “วัดพระปรางค์มุนี”

2วัน1คืน กับประสบการณ์ดีๆใกล้กรุงที่หาได้กับจังหวัดสิงห์บุรี เมืองน่าอยู่ #ลพบุรี เมืองน่าเที่ยว สิงห์บุรี เมืองน่าอยู่ ชันนาท เมืองน่ารัก

 ขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลพบุรี อำนวยความสะดวก