เอปสัน ตามรอยพญานาค จังหวัดนครพนม ศูนย์รวมศรัทธา แห่งดินแดนอีสาน

บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จัดทริปพาสื่อมวลชนสัญจรสู่ดินแดนพญานาค จังหวัดนครพนม” ภายใต้ธีมคอนเซ็ปต์ “มนต์ฮักริมโขง” พร้อมจัดงานแถลงทิศทางธุรกิจ บริษัท เอปสัน ประจำปี 2562 ที่โรงแรม R Photo ซึ่งตรงกับวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ วาเลนไทน์

จังหวัดนครพนม เป็นจังหวัดที่มีผู้คนให้ความเลื่อมใสและศรัทธา “พญานาค” ไม่น้อยไปกว่าจังหวัดอื่นๆในภาคอีสาน รวมไปถึงพี่น้องชาว สปป. ลาว ที่มักข้ามโขงมาเที่ยวชม และนมัสการขอพรอยู่เป็นประจำ และที่สำคัญ ยังมีแลนด์มาร์คอันศักดิ์ “พญานาคเจ็ดเศียร” ที่มีนามว่า “พญาศรีสัตตนาคาราช” ที่ตั้งเด่นตระหง่าน อยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง ด้านหน้าสำนักงานป่าไม้ ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

หลังจาก มร. โตชิมิตสุ  ทานากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอปสัน สิงคโปร์ จำกัด พร้อมด้วย นายอนันต์พล นนทพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปด้านบริการและบริหารองค์กร,  นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไปด้านการตลาด, และนายคณิน ธรรมภิบาลอุดม ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ ร่วมแถลงข่าวเสร็จสิ้นในช่วงบ่าย ซึ่งก่อนการแถลงนั้นคณะของเราทุกคนได้ลงทะเบียนบุญ โดยการจารึกนาม ลงบนผ้าเหลือง ที่มีความยาวกว่า 10 เมตร เพื่อนำไปทำพิธีห่มผ้าพระธาตุพนม

นมัสการพระธาตุพนม

วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญของจังหวัดนครพนม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรวิหาร ภายในเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงดูสง่างาม บรรจุพระอุรังคธาตุของสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีประชาชนคนไทย และชาว สปป. ลาว ให้ความเลื่อมใสและศรัทธาเป็นจำนวนมาก

 

และถือได้ว่า เป็นช่วงจังหวะดี ที่คณะของเราได้เดินทางไปในช่วงของการจัดงานเทศกาล “นมัสการพระธาตุพนม” ประจำปี 2562 ซึ่งจัดตรงกับวันที่ 12-20 กุมภาพันธ์ ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 และได้ทำพิธีถวายสังฆทาน เดินเวียนรอบพระเจดีย์ จำนวน 3 รอบ และห่มผ้าองค์พระธาตุ เพื่อเป็นสิริมงคลอย่างสูงสุด

นอกจากนี้ในช่วงเย็น บริเวณลานด้านหน้าวัด ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม การรำตามแบบฉบับอีสานจากอำเภอต่างๆ โดยนางรำในชุดสวยงามตามแบบฉบับท้องถิ่นจำนวนนับร้อย ร่ายรำอย่างพร้อมเพียง สวยงามตระการตา เข้ากับทำนองเพลงที่มีความสนุกสนานและคึกครื้น แถมยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าโอท็อป ผ้าไหมอีสาน ผ้าย้อมครามชื่อดัง หรือเครื่องจักรสานหลากชนิด รวมถึง อาหารคาวหวานท้องถิ่น ที่หาทานยากในบริเวณงาน ซึ่งในแต่ละวัน มีนักท่องเที่ยว และพุทธศาสนิกชนชาวไทยหลั่งไหลเข้าการนมัสการ และเที่ยวชมงานวันละนับหมื่นคน

วันรุ่งขึ้น คณะของเราได้เดินทางตามรอยพญานาคไปที่ ถ้ำนางแอ่น แขวงคำม่วน สปป. ลาว โดยข้ามเรือไปขึ้นที่ท่าแขก  ซึ่งแขวงคำม่วน ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจังหวัดนครพนม เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์และมีป่าไม้ รวมถึงมีภูเขาหินปูนสลับซับซ้อนที่สวยงาม จนมีคำพูดติดปากว่า “ภูเขาของลาว แต่วิวของไทย”

ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่เอปสันได้จัด ต้องบอกว่า เป็นการผสมผสานกับกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเอปสัน เน้นการใช้เทคโนโลยีสะอาด พร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป ทริปนี้ เอปสัน จึงได้สั่งทำเสื้อชูชีพเป็นพิเศษ เพื่อให้นักข่าวใช้สวมใส่ลงเรือข้ามแม่น้ำโขง และใช้ล่องเรือในถ้ำนางแอน เรียกได้ว่า ทำขึ้นใหม่ทั้งหมดเกือบ 100 ตัว และหลังจากเสร็จสิ้นการเดินทาง จึงได้มอบเสื้อชูชีพให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป ที่จังหวัดนครพนม

โดยมี นายสุหฤษ์ ชาญวนังกูร ผู้อำนวยการททท.สำนักงานนครพนม เป็นผู้รับมอบ ภายในงานเลี้ยงสังสรรค์ ที่โรงแรม R Photo จังหวัดนครพนม

เที่ยวถ้ำตามรอยพญานาคฝั่ง สปป. ลาว

คณะของเรา ใช้เวลาเดินทางเข้าสู่ สปป. ลาว ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายปลายทาง ถ้ำนางแอ่น ในผืนป่าใหญ่ ชื่อถ้ำนางแอน มีเรื่องเล่าว่า เป็นถ้ำที่มีฤาษีจำศิลภาวนา และได้รับเด็กหญิงมาเลี้ยงเป็นบุตรสาว ครั้นเติบใหญ่ นางก็เป็นสาวผู้เลอโฉม และได้พบรักสมหวังกับหนุ่มรูปงาม

ใครๆ ที่มาถ้ำแห่งนี้ จึงมักจะขอพร และสมหวังด้านความรักเสมอ และที่สำคัญ ภายในถ้ำ ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักมากมาย รวมถึงถ้ำพญานาค เป็นการท่องเที่ยว และค้นหาความสุขได้กับหลายๆรูปแบบ แต่เหนืออื่นใดคือ ความสุขที่ได้จากธรรมชาติ

จุดแรก อยู่ใกล้ๆกับบริเวณปากถ้ำ นั่นเอง มีรูปปั้นเจ้าแม่นางแอ่นเกล้าผมมวย นุ่งซิ่น ห่มสไบสีเขียวอย่างสวยงาม ให้ทุกคนได้ขอพร โดยเฉพาะเรื่องความรัก ซึ่งภายในถ้ำยังประดับประดาไปแสงไฟไว้ตลอดเส้นทาง และบางจุดมีการแต่งเติมด้วยไฟหลากสีสัน สวยงามผสมผสานกับความแวววาวของเกล็ดหินของหินงอกหินย้อย จึงดูราวกับเป็นถ้ำมหาสมบัติ

จากนั้น จึงเดินทางถึงจุดลงเรือ ซึ่งเป็นเรือที่ทำด้วยไฟเบอร์กลาส และใช้แรงงานจากฝีพายแทนการใช้เครื่องยนต์ เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อได้ล่องเรือสักพักก็สัมผัสได้ถึงลมเย็นๆ ที่พัดมากจากปลายอุโมงค์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นปากถ้ำขนาดใหญ่ ท่ามกลางความเงียบสงบ หากคนพายเรือหยุดเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับถ้ำ ก็จะมีเพียงเสียงพายกระทบกับน้ำใสๆเท่านั้น

ด้วยระยะทางราว 700 เมตรกับการพายเรือที่ไม่เร่งรีบ ทำให้เราได้สัมผัส และชื่นชมกับความสวยงามภายในถ้ำอย่างเพลิดเพลิน จนลืมเวลาข้างนอกไปเสียสิ้นเชิง กระทั้ง มาถึงจุดสุดสิ้นของสายน้ำ เป็นท่าเรือให้เราเดินขึ้นไปตามเส้นทางที่ลาดชัน แถมบางช่วงคดเคี้ยว และเข้าไปในซอกหิน ซึ่งบางช่วงนั้น ผ่านหินงอกหินย้อยที่มีความสวยงาม มีน้ำหยดลงมาจากเพดานถ้ำ และมีหินในรูปลักษณ์แบบต่างๆ ทำให้เราได้จินตนาและคิดไปต่างๆนานา

และเราก็มาถึง บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของชาวบ้าน เชื่อว่าเป็นน้ำที่ช่วยรักษาโรคภัยได้ แต่แท้จริงเป็นน้ำแร่ตามธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาจากหินปูน ที่มีแร่ธาตุและมีความใสสะอาด และที่สำคัญ ยังช่วยดับกระหายและคลายร้อน หลังจากการเดินทางไกล และบริเวณใกล้ๆกันนั้น มีหินก้อนกลมๆขนาดเล็กบนพื้นถ้ำ ซึ่งบริเวณนี้ คนนำทางแนะนำให้กำหินขึ้นมาทำทาย “ความรัก” โดยการหยิบหินออกทีละ 2 ก้อน และถ้าสุดท้ายเหลือ 2 ก้อน ถือว่า สมหวังในความรักตามที่ขอ

และกว่าจะถึงจุดไฮไลต์สุดท้ายคือ บริเวณถ้ำพญานาค ก็ทำเอาทุกคนเหงื่อท่วมตัว ซึ่งบริเวณนั้น เป็นเสมือนถ้ำที่อยู่ด้านบนและลักษณะคล้ายหินพญานาคตั้งอยู่ ส่วนด้านล่างนั้น ยังมีชุดบายศรีบูชาพญานาคของนักท่องเที่ยวคนก่อน ที่เข้ากราบไหว้ขอพรทิ้งหลงเหลือไว้

พวกเราได้ชื่นชมความสวยงามภายในถ้ำ จนได้เวลาอันสมควร และเมื่อออกมาด้านหน้าถ้ำ เอปสัน จัดปรินเตอร์ ขนาดเล็กพกพาสะดวกมาให้บริการ แบบด่วนๆ ได้ใจกันไปเต็มๆ

และก็ต้องลาจาก สปป.ลาว แต่ก่อนจะขึ้นเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว 3 เพื่อกลับไปยังฝั่งประเทศไทย เอปสัน ไม่พลาด จัดอาหารขึ้นชื่อฝั่งลาว ให้ลิ้มลองอย่างอิ่มหนำสำราญที่ร้านอาหารซันเซ็ต นอกจาก อาหารประเภทปลาแล้ว ขาดไม่ได้คือ ส้มตำปลาร้าแซ่บๆ ที่หลายคนได้ชิมแล้วติดใจในรสชาติของน้ำปลาร้า ที่มีเอกลักษณ์และกลิ่นที่ไม่เหมือนบ้านเรา ทำเอาหลายคนติดอกติดใจกันไปตามๆกัน

บวงสรวงพญานาคและพิธีไหลเรือไฟ

เมื่อข้ามกลับมาถึงฝั่งไทย ในบริเวณริมแม่น้ำโขง ก็เข้าสู่พิธีสำคัญของจังหวัดนครพนม ตามความเชื่อของพี่น้องทั้งชาวไทยและชาว สสป. ลาว คือ การทำพิธีบวงสรวง องค์พญาศรีสัตตนาคราช  องค์พญานาคเจ็ดเศียรพ้นน้ำ สร้างด้วยทองเหลืององค์ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง เพื่อความเป็นสิริมงคลของคณะ

 

ซึ่งองค์พญาศรีสัตตนาคราช เป็นใหญ่เหนือพญานาคทั้งปวงในฝั่งลาว เป็นพญานาคที่ทรงฤทธิ์ และชอบการจำศีลและปฏิบัติธรรมเหมือน พญาศรีสุโทนาคราช องค์พญานาคผู้ปกครองฝั่งไทย โดยทั้ง 2 ชอบมาที่วัดพระธาตุพนมเหมือนกัน และเป็นเพื่อนรักที่สนิทสนม ตามคำบอกเล่าของหลวงปู่คำพันธ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุมหาชัยกล่าวว่า ส่วนใดที่อยู่ใกล้ต้นน้ำลำธาร หรือหากมีพิธีกรรมอันใดที่เกิดขึ้น ให้อัญเชิญบอกกล่าวแก่เหลาพญานาค พิธีกรรมนั้นๆ จะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของ พญาศรีสัตตนาราช ริมโขง เพื่อคุ้มครองปกปักษ์รักษาพี่น้องชาวนครพนม

โดยเอปสัน ได้จัดเครื่องบูชาพญานาคชุดใหญ่ แบบจัดเต็มทั้งผลไม้และขนมหวาน ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม พร้อมพรามณ์ เป็นผู้ทำพิธีอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ โดยมี นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้บริหารเอปสัน เป็นประธานพิธีจุดธูปเทียนบูชา

รวมถึง การได้ร่วมประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานของจังหวัดนครพนมนั่นคือ พิธีไหลเรือไฟ เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ทิ้งความทุกข์ความโศกไปให้สิ้นในแม่น้ำโขง โดยเรือไฟนั้น ประกอบจากไม้ไผ่สานเป็นรูปเรือ และมีเรือลำเล็กอยู่ด้านใน เพื่อใส่ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมถึงกะลาสำหรับใส่เทียน ดอกไม้ และใส่เศษเส้นผม หรือเศษเล็บของผู้ที่เข้าร่วมพิธี

โดยแบ่งเรือเป็น 7 ลำ ตามวันเกิด ไล่เรียงตั้งแต่วันอาทิตย์ ไปจนถึงวันจันทร์ จากนั้นผู้เถ้าผู้แก่ ในชุดนุ่งขาวห่มขาว เป็นผู้นำทำพิธีสวด และส่งเรือทั้ง 7 ลำสู่แม่น้ำโขงอย่างมีมนต์ขลัง ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ขณะเดียวกันเรือทั้ง 7 ลำก็สว่างไสวล่องลอยเหนือผิวน้ำอย่างสวยงาม ทั้งนี้จาก คำแนะนำของผู้ทำพิธีบอกว่า หลังจากเรานำเรือลงน้ำ ทิ้งความทุกข์ไปแล้ว ห้ามมองย้อนหลังกลับไปอีก เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีสำคัญในวันนี้

ใส่บาตรข้าวเหนียวริมโขง

เพราะมาถึงอีสานทั้งที ต้องได้สวมชุดไทยสไตล์อีสานใส่บาตรข้าวเหนียว ในบริเวณหน้าวัดมหาธาตุ ซึ่งคณะของเราออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ โดยเอปสัน จัดชุดกระติบข้าวเหนียว พร้อมด้วยของใส่บาตรในถุงกระดาษ รักษ์โลก ลดโลกเลอะ เป็นการใส่บาตรที่เป็นแถวเป็นแนวริมแม่น้ำโขงสุดคลาสสิก พร้อมกับพระอาทิตย์ยามเช้าที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาบนแผ่นดิน สปป. ลาว ที่สวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศดีในยามเช้าตรู่

หลังจากนั้น ยังได้ขี่จักรยานออกกำลังกายยามเช้าสุดประทับใจ เพราะเป็นการขี่จักรยานบนลู่วิ่งที่เลียบริมโขงสุดหรู สวยงามตระการตามาก รวมถึงได้ชื่นชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมสองฝั่งโขง ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร จากหน้าวัดมหาธาตุถึงโบสถ์นักบุญอันนา

ผ่านที่ว่าการหลังเก่าของจังหวัดนครพนม ที่ทำการททท.สำนักงานนครพนมในรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ผ่านลานพญานาค ผ่านบ้านเก่าสุดคลาสสิก ที่แต่งแต้มด้วยสีสันสวยงาม และในช่วงเช้าบริเวณนี้ ยังเป็นสถานที่ออกกำลังกายยอดฮิตของนครพนม รับอากาศบริสุทธิ์กับบรรยากาศที่เย็นสบาย ทำให้ผมขี่จักรยานถ่ายภาพอย่างสนุกสนาน และเพลิดเพลิน จนปิดขบวนแบบรั้งท้าย

ปาร์ตี้ชุดใหญ่ไฟกระพริบ

ปิดท้าย ส่งมอบความสุขเป็นทำเนียมด้วยงานเลี้ยงตามแบบฉบับของเอปสัน “มนต์ฮักริมโขง”

อิ่มเอมกับอาหารอร่อยตามแบบฉบับของอีสานของดีขึ้นชื่อ เช่น หมูยอ ส้มตำ บาบีคิว รวมถึงผลไม้มงคลที่ได้ผ่านพิธีบวงสรวงมาให้รับประทาน เพื่อเป็นสิริมงคลกับทุกคน และสนุกสนานครื้นเครงไปกับการแสดงโปงลาง ดนตรีพื้นบ้านจากโรงเรียนนครพนมวิทยาคม

และความสุขยังไม่หมดเท่านั้น เพราะไปนครพนมทั้งที ความสุขยังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินอีสานชื่อดัง หญิงลี ศรีชุมพล จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ มาพร้อมกับแดนซ์เซอร์สุดเซ็กซี่ ทั้งร้องทั้งเต้น จนเวทีลุกเป็นไฟ ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก รับความประทับใจกันไปแบบเต็มๆปีนี้

ได้เวลางานเลี้ยงต้องเลิกรา กลับไปพักผ่อน แล้วพบกันใหม่ในปีหน้า…

ขอบคุณ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย)

ขอบคุณ ภาพสวยๆจากเพื่อนร่วมทริป