
MG3 Hybrid+ คว้าถ้วย “Thailand Car of the Year 2024” ของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ ฯ
เมื่อค่ำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ได้งานจัดงานประกาศรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 หรือ Thailand Car of the Year 2024 เพื่อค้นหารถยนต์ที่ดีที่สุดของปี
ใน 3 สาขา ดังนี้
-Thailand Car of the Year 2024 ได้แก่ MG3 Hybrid+
-Thailand EV of the year 2024 ได้แก่ Mercedes-EQS 450
-Thailand Motorcycle of the year 2024 ได้แก่ BMW R1300GS
“ออโต้พรีวิว” จะโฟกัสไปที่รถยนต์นั่งขนาดเล็กเครื่องยนต์สันดาปภายใน MG3 Hybrid+ เจ้าของรางวัล Thailand Car of the Year 2024 คันนี้คันเดียวไปก่อน
สำหรับ ALL NEW MG3 HYBRID+ รถแฮทช์แบ็กไฮบริด 5 ประตู โกลบอลโมเดลรุ่นล่าสุดของ เอ็มจี จากสายการผลิตในประเทศไทย เป็นรถในกลุ่ม B-Segment มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “อิสระพลัสเวล” สะท้อนถึงการผสานความลงตัวระหว่างการขับสนุกเต็มสมรรถนะและความประหยัดเต็มประสิทธิภาพ โดดเด่นด้วยระบบ HYBRID+ เทคโนโลยีใหม่จาก เอ็มจี ที่พร้อมผสานความลงตัวของทุกระบบไฮบริด สู่นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนทุกความคุ้นชินของรถไฮบริดในรูปแบบเดิมๆ ด้วยขุมพลังไฮบริดมากถึง 8 โหมดขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของผู้ขับขี่ สามารถขับได้ไกลสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร ประหยัดกว่า!!! ด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 26.2 กิโลเมตรต่อลิตร แตกต่างด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม มอบความคุ้มค่า และการันตีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมด้วยรางวัล และผลการทดสอบโดยทีมวิศวกรรมชั้นนำระดับโลก
ALL NEW MG3 HYBRID+ โดดเด่นเหนือใครด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานระหว่างความสปอร์ต และความหรูหราได้อย่างลงตัว ปราดเปรียว และคล่องตัวในสไตล์รถแอทช์แบ็ก มาพร้อมความเท่ และดุดัน ด้วยการดีไซน์ไฟหน้าแบบใหม่ Hunter Eye Headlamp หรือ ดวงตานักล่า ที่ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกระจังหน้าแบบใหม่ ไฟท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากปีกผีเสื้อ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว เส้นสายการออกแบบรอบตัวถังเน้นความโค้งมนตามแบบฉบับของ เอ็มจี
สำหรับมิติตัวถัง ALL NEW MG3 HYBRID+
-มิติตัวถัง ยาว 4,113 มิลลิเมตร ยาว 1,797 มิลลิเมตร และสูง 1,502 มิลลิเมตร
-ระยะความยาวฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
-ระยะต่ำสุดจากพื้น 117 มิลลิเมตร
-ไฟหน้า แบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
-ไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่สาม
-ไฟตัดหมอกหลัง
-ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
-กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว และพับอัตโนมัติ
-ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบอัตโนมัติ พร้อมใบปัดน้ำฝนด้านหลัง
-ล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้ว
ภายในห้องโดยสาร LL NEW MG3 HYBRID+ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ Modular Concept ที่ให้ความสำคัญกับ วัสดุที่มีคุณภาพ พร้อมการออกแบบคอนโซลที่เล่นระดับให้มีมิติ เพิ่มความหรูหราด้วยภายในแบบทูโทนขาวสลับดำ เน้นความสะดวกในการใช้สอย สำหรับทั้งคนขับและผู้โดยสาร ทั้งเพิ่มอรรถประโยชน์ในการใช้งาน โดยเฉพาะการออกแบบห้องโดยสารที่โดดเด่นในเรื่องของพื้นที่เหนือศีรษะ (Head room) และพื้นที่วางขา (Leg room) ที่ไม่อึดอัด
โดย ALL NEW MG3 HYBRID+ ถือเป็นรถที่กว้างที่สุดในคลาสเดียวกัน โดยเฉพาะห้องสัมภาระท้ายจุได้มากถึง 293 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,037 ลิตร
-พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ – วางสายโทรศัพท์
-กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down ด้านผู้ขับขี่
-หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi – Function Display) และหน้าจอสี
-ระบบสัมผัสขนาด 25 นิ้ว
-ลำโพง 6 จุด
-ช่องใส่ของภายในห้องโดยสาร 25 จุด
-เบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง
-ที่พักแขนด้านหน้า และเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้
-ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
-รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android แบบไร้สาย
-ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start
-ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล
-ระบบกรองอากาศ PM 5
ALL NEW MG3 HYBRID+ ซึ่งให้กำลังมากที่สุดในคลาสเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) ผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า(100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร แรงสุดในกลุ่ม B-Segment สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 8 วินาที และอัตราเร่ง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 5 วินาที ผลลัพธ์จากเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ของ เอ็มจี อย่างระบบ HYBRID+ กับ 8 โหมดขับเคลื่อนที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ ที่ประหยัดน้ำมันสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร และ ขับสนุกที่สุดในคลาส
การทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว DVVT 102 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ High-performance Permanent Magnet Synchronous Motors กำลังสูงสุด 136 แรงม้า ให้ขุมพลังรวมสูงสุดถึง 194 แรงม้า (143 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร
-แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ ในรูปแบบ Cell-To-Pack ความจุ 1.83 kWh ซึ่งมีความจุมากที่สุดในรถขนาดเดียวกัน
-โหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT
-ระบบส่งกำลัง Hybrid Transmission ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ไฟฟ้าแบบ E-AT 3 อัตราทดเกียร์ ปรับการทำงานแบบอัตโนมัติ
-ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย
รัศมีวงเลี้ยว 2 เมตร
-ระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS)
-ระบบช่วงล่างหน้า MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง
-ระบบช่วงล่างหลัง Torsion Beam
-ดิสก์เบรกหน้าพร้อมช่องระบายความร้อน และดิสก์เบรกหลัง
-SAFETY: มอบความปลอดภัยเหนือระดับทุกการเดินทาง
ALL NEW MG3 HYBRID+ มาพร้อมโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame) เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ซึ่งรวมระบบADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) หรือระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรกอัจฉริยะ (Intelligent Brake System)
-ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
-ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
-ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
-ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
-ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS (Electronic Differential System)
-ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
-ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
-ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK (Emergency Lane -Keeping System) โดยผสานรวมระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist) และ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning) เข้าไว้ด้วยกัน
-ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
-ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
-ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ UDW (Unsteady Driving Warning)
-ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ICA (Intelligent Cruise Assist)
-ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control)
-ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
-กล้องรอบคัน 360 องศา แบบ High Definition
-จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
-ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)
-สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
-ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer
-ระบบไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (FOLLOW ME HOME)
ALL NEW MG3 HYBRID+ นิยามใหม่ของรถไฮบริด ที่สุดใน B-Segment มาพร้อมกับความคุ้มค่ามากที่สุด มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น D และ รุ่น X โดยมีสีตัวถังให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง (Scarlet Red) สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) และสีเทา (Metal Ash Grey) จับคู่กับเบาะสีดำ ในรุ่น D ทั้งยังมีสีให้เลือกเพิ่มเติม คือ สีฟ้า (ST. Moritz Blue) และ สีเหลือง (Pastel Yellow) จับคู่กับเบาะสีทูโทน ในรุ่น X
ALL NEW MG3 HYBRID+ มีราคาตั้งแต่ 579,900 – 619,900 บาท