MG HS SUV “สวยรูป จูบหอม”

 

ปัจจุบันรถแบบอเนกประสงค์ในแบบครอสโอเวอร์ และ เอสยูวี (SUV  = Sport Utility Vehicle) ที่มีขนาดคอมแพกต์ ในตลาดมีให้เลือกหลากหลายแบรนด์ อาทิ ค่ายฮอนด้าที่มี “ซีอาร์-วี” ,ค่ายมาสด้า มีรุ่น “ซีเอ็กซ์ 5” , นิสสัน มีรุ่น “เอ็กซ์เทรล” รวมทั้ง เชฟโรเลต มี “แคปติว่า” ล่าสุดค่าย เอ็มจี ก็พึ่งจะเปิดตัวลงสนามนี้ด้วยเช่นกันในรุ่น  MG HS ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูสวยงามล้ำสมัย พร้อมออพชั่นมากมาย บวกกับราคาเริ่มต้นที่ไม่แรงมากนักที่ 9 แสนบาทนิดๆ มันจึงเป็นรถที่เรียกความสนใจจากนักเลงรถได้ไม่น้อย เมื่อเร็วๆนี้ “ออโต้พรีวิว” ได้ไปร่วมทริปลองขับในเส้นทาง กทม.-เขาใหญ่ แล้วพบว่ารถมีความโดดเด่นในหลายๆด้านจึงนำมาบอกต่อ

MG HS ใหม่  ดีไซน์ตัวรถภายนอกมีความโค้งมนเส้นสายแบบ British Shoulder Line กระจังหน้าดีไซน์เอกลักษณ์แบบฉบับ MG พร้อมการตกแต่งส่วนของกระจังหน้าที่เพิ่มความหรูหราด้วยแนวคิด Stella Magnetic Field   ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวแบบ LED Projector พร้อมไฟส่องสว่างกลางวัน (Daytime Running Lights) และไฟท้ายแบบ LED Space Light Field โดยไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้าและหลังแสดงผลไล่ระดับแบบ Sequential ในสไตล์รถหรู ตัวรถออกไปทางป้อมๆ อวบๆดูเหมือนเจ้าเนื้อเล็กน้อย แต่มันมีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.95 เมตร  มีมิติความยาว 4,574 มม. กว้าง 1,876 มม. สูง 1,664 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,720 มม. ความสูงระยะต่ำสุดจากพื้น 145 มม. มีความจุถังน้ำมัน 55 ลิตร

เปิดประตูเข้าสู่ภายใน  MG HS พบว่าได้กลิ่นอายของความสปอร์ตหรูหรา  ถูกทักทายต้องมองตั้งเเต่เบาะ ยันหลังเพดาน ซึ่งหลังคาเป็น Panoramic ที่มีพื้นที่กระจกกว้างขวางขนาด 1.1 ตารางเมตร แผงคอนโซลหน้าหุ้มด้วยวัสดุหนัง รวมถึงแผงข้างประตูหุ้มวัสดุหนังแบบสัมผัส soft leather โทนดำแดง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสปอร์ต 3 ก้าน เบาะทรงสปอร์ตปรับไฟฟ้าคู่หน้า และพื้นที่ด้านหลังกว้างขวางนั่งสบาย สามารถปรับพับได้แบบ 60:40  และสร้างบรรยากาศด้วยไฟในห้องโดยสาร (Interactive Ambient Light ที่มีแสงต้อนรับทันทีที่เปิดประตู)สามารถเลือกได้ 64 สี รวมถึงระบบความปลอดภัย MG Pilot Intelligent Driving Assistance ที่มีทั้งระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning และระบบเตือนถอยออกจากมุมอับ Rear Cross Traffic Warning คอนโซลกลางติดตั้งระบบความบันเทิงแบบจอสัมผัส 10 นิ้ว พร้อมลำโพงไฮเอนด์ แน่นอนว่า MG HS ต้องมาพร้อมระบบ  i-Smart ที่คนสามารถสื่อสารสั่งการต่างๆกับรถได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และมีช่อง USB 2 ตำแหน่ง สะดวกสบายด้วยกุญแจระบบ Smart Key และปุ่ม Push Start พร้อมทั้งฝากระโปรงท้ายมีระบบไฟฟ้า (Electric Liftgate) สะดวกสบายในการใช้งาน

ใน MG HS อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ทั้งระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้รถพลิกคว่ำ ARP  (Anti Rolling Program) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)  และมีอีก 4 ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา ประกอบด้วย

ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)

ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)

ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)

ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)

ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) มากถึง 7 ระบบประกอบด้วย

ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)

ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)

ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)

ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)

 

สำหรับการขับขี่ทดสอบ MG HS ใหม่ เริ่มต้นจากย่านฝั่งธน ก่อนมุ่งหน้าข้ามสะพานสาทร ความประทับใจแรกเมื่ออยู่ในห้องโยสารคือความ “เงียบ” เสียงรบกวนจากภายนอกเข้ามาได้น้อยมาก เมื่อรถออกตัวด้วยการกดคันเร่งเบาๆรถก็ได้ให้ความคล่องตัวพวงมาลัยเบาแรงกำลังดี สามารถควบคุมรถเปลี่ยนเลนได้ง่าย  อีกทั้งระบบช่วงล่างที่ออกแบบและปรับเซ็ตมาได้ค่อนข้างดี   ถนนที่มีหลุม บ่อ หรือรอยต่อคอนกรีตส่งผ่านช่วงล่างทำงานสัมพันธ์รองรับซับแรงกระแทกกันดีรถก็ให้ความนุ่มนวล เป็นช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension ที่ให้ทั้งความสบายและความมั่นใจในการขับขี่ ด้านหน้าเป็นแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link

เมื่อขึ้นทางด่วน ทางโล่งๆใช้ความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ 80, 100, 120 ไต่เพดานไปเรื่อยๆถึง 140 กม./ชม. ได้สบายๆ นั่นคือสมรรถนะที่มีใน MG HS มาจากเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch Sportronic Transmission) แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุด 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตัน-เมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบต่อนาที พร้อมรองรับน้ำมัน E85 ตลอดทางของการขับทั้งไป-กลับ ประทับใจทั้งรูปลักษณ์ภายนอก-ภายใน อัตราเร่ง การตอบโจทย์ใช้งานต่างอยู่ในเกณฑ์ดี มันสามารถสู้กับคู่แข่งข้างต้นได้สบาย

MG HS  มีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้งานถึง 4 โหมด คือ โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบทั่วไป โหมด Eco เพื่อการประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โหมด Sport  เพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ และโหมด Custom ที่สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ตามต้องการ พร้อมทั้งโหมด Super Sport ที่สามารถกดเรียกอัตราเร่งได้จากปุ่มกดบนพวงมาลัยได้ในทันที ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเร่งแซงได้อย่างดี แต่จะสิ้นเปลืองน้ำมันและความนุ่มนวลจะลดลง

ทั้งนี้ MG HS  มีราคาแต่รุ่นและออพชั่นแตกต่างกันไป รุ่น C ราคา 919,000 บาท รุ่น D ราคา 1,019,000 บาท และท็อปสุด  รุ่น X ราคา 1,119,000 บาท ก่อนลงจากรถ MG HS คันนี้ “ออโต้พรีวิว” สรุปให้ MG HS สั้นๆเเต่ได้ใจความว่า มันเป็นรถที่ “สวยรูป จูบก็หอม”  เพราะมันครบเครื่อง ทั้งรูปโฉมสวยงาม รวมถึงสมรรถนะการขับการใช้งานของออพชั่นต่างๆก็ตอบโจทย์