New ford Ranger 2018  เกิดมาแกร่งพร้อมเทคโนโลยีที่แกร่งขึ้น

 

เมื่อเดือน กรกฎาคม ฟอร์ด ประเทศไทย ได้เปิดตัว เรนเจอร์ ใหม่ อย่างเป็นทางการ หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในรุ่นที่แล้ว มาถึงรุ่นใหม่ที่ทาง ฟอร์ดเพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานกับกระแส รุ่นพี่อย่างแร็พเตอร์ ที่หลายคนพูดถึง ฟอร์ดจึงจัดการทดสอบเพื่อให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการเปลี่ยนแปลง

ฟอร์ด ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนทดสอบขับ เรนเจอร์ ใหม่ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ยกเครื่องกันใหม่ เส้นทางในการทดสอบ คือจังหวัดเชียงราย ในการทดสอบครั้งมีทั้งรูปแบบเขา ทางหลวง และแบบถนนลูกรัง เรียกได้ว่าจะสามารถทดลองใช้งานได้ทุกระบบทุกสภาพกันเลย

เริ่มต้นการทดสอบเดินทางขึ้นเครื่องเพื่อไปทดสอบที่ จังหวัดเชียงราย รับฟังการบรรยายตัวรถ เรนเจอร์ ใหม่ ว่ามีอะไรเพิ่มเติมบ้าง พร้อมทั้งเส้นทางในการเดินทาง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลักๆคือเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนไป ทางฟอร์ดได้นำเอาเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรออกจากระบบเหลือเพียงเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร นำเครื่องใหม่ 2.0 ลิตร เข้ามาแทนมี 2 เครื่องต่างกันที่เทอร์โบ แบ่งเป็น เทอร์โบเดียวและเทอร์โบคู่ แรงม้าต่างกัน ระบบเกียร์ชุดเดียวกัน 10 สปีด

เริ่มต้นการทดสอบทางทีมงานได้ขับ รุ่น Double Cab 2.0L Turbo Wildtrak Hi-Rider 10AT เครื่องยนต์ ดีเซลใหม่ขนาด 2.0 ลิตรพร้อม VG Turbo Intercooler กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร หรือเทอร์โบเดียวนั้นเอง พูดถึงตัวรถกันหน่อย หน้าตาที่ดูจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรไปมากนัก ฟอร์ดอาจจะให้ความสำคัญกับตัวรถและระบบการขับขี่มากกว่า และเมื่อเข้ามาในห้องโดยสารสิ่งที่ชัดเจนคือเบาะนั่งที่ดูสวยงามด้วยเส้นด้ายสีส้มตัดกับเบาะสีดำ เครื่องยนต์เทอร์เบอร์เดียว 180 แรงม้า  สามารถเรียกกำลังออกมาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนรอบกลางกับปลายอาจจะ มาแบบเรื่อยๆสู้รอบต้นไม่ได้แต่ดีกว่าเครื่อง เดิม 2.2 ลิตรอย่างเห็นได้ชัดเจน เกียร์10 สปีด ข้อดีคือ ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบเรียบ การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วขึ้น ความเร็ว 100 km รอบเครื่องอยู่ที่ 1,500 รอบซึ่งทำให้เกิดการประหยัดมากขึ้น

การทดสอบระบบความปลอดภัย อย่างระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) ช่วยให้การจอดรถง่ายขึ้น เพียงผู้ขับขี่เปิดใช้งานและคอยควบคุมเบรก เกียร์ ระบบจะควบคุมพวงมาลัยรถให้เข้าจอดในพื้นที่จอดโดยอัตโนมัตสิ่งที่ง่ายขึ้นคือระบบนี้ใช้ภาษาไทยในการออกคำสั่งบนหน้าจอ และระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Inter-Urban Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง

ในวันที่สองสำหรับการเดินทางออกจาก อ.เชียงของ กลับเข้าเมืองเชียงราย ทางทีมงานได้เปลี่ยนรถเป็น Double Cab 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4×4 10AT เทอร์โบคู่ ภายในเหมือนกันกับตัวเทอร์โบเดียว สิ่งที่เพิ่มเติมคือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ขับออกมาได้สักพักสิ่งแรกที่สัมผัสได้คือเสียงในห้องโดยสารที่เงียบขึ้นอย่างชัดเจน ด้านเครื่องยนต์ที่ให้กำลังมากกว่าเทอร์โบเดียวในทุกๆด้าน สัมผัสในการขับขี่การออกตัวออกไม่รุนแรงเท่าเทอร์โบเดียวแต่ออกแบบเรียบๆแต่มาเรื่อยๆทั้งกลางและปลายสามารถเรียกกำลังได้ดีกว่า แม้ว่าจะถอนคันเร่งและกดเร่งใหม่กำลังก็ไม่ตกลงเรียกได้ว่าทันใจตลอดเวลา ส่วนในด้านต่างๆพวงมาลัยควบคุมได้ง่ายขึ้นกว่าตัวเก่า ช่วงล่างไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรแต่ให้ความรู้สึกที่มั่นใจเหมือนเดิม

ด้านระบบควมปลอดภัยต่างๆนั้น

 

  • ถุงลมนิรภัยเพิ่มเป็น 6 จุด: คู่หน้า / ด้านข้าง / และม่านถุงลมนิรภัย
  • สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า
  • เฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential
  • เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ (Advanced- Driving Assist technology)  (เฉพาะ 4×4)
  • ระบบช่วยเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB)
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
  • ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)

แต่สิ่งที่หน้าสนใจสำหรับระบบความปลอดภัยนี้คือ ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน Emergency Assist จะทำงานรวมกับระบบ SYNC 3 ภาษาไทย ที่รองรับ Apple Carplay และ Android Auto ระบบนี้ต้องต่อเข้ากับมือถือของเรา ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ข้อแม้คือถุงลมต้องทำงานหรือระบบตัดน้ำมันทำงานเมื่อเกิดการชนท้าย อย่างใดอย่างนึงระบบจะโทรเข้าศูนย์ 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน(สพฉ.) ที่ให้บริการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง แบบอัตโนมัติแต่ระบบจะถามเจ้าของรถก่อนว่าจะโทรหรือไม่ถ้าไม่มีการตอบสนองระบบจะติดต่อและบอกตำแหน่งที่ตั้งเอง

 

  เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร

เทอร์โบ TDCi

เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร

เทอร์โบ (ใหม่)

เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร

ไบเทอร์โบ (ใหม่)

ขุมพลัง 160 แรงม้า ที่ 3,200 รอบต่อนาที 180 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบต่อนาที
แรงบิด 385 นิวตันเมตร ที่

1,600-2,600 รอบต่อนาที

420 นิวตันเมตร ที่

1,750-2,500 รอบต่อนาที

500 นิวตันเมตร ที่

1,750-2,000 รอบต่อนาที

เกียร์ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด/
เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
เกียร์ธรรมดา 6 สปีด/
เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด (ใหม่)
เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด (ใหม่)

 

สุดท้ายสรุปได้ง่ายคือดีกว่ารุ่นเก่าในทุกๆด้านกันเลยแต่มีเพียงบางอย่างอาจจะขัดใจสำหรับแฟนฟอร์ดหรือลูกค้าใหม่คือหน้าตาที่อาจจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปมาก  แต่ถ้าพูดถึงที่เทคโนโลยีที่ให้มาถือว่าเยอะตามสมควร