ฟอร์ด เผยเบื้องหลังแชมป์ AXCR 2 สมัยซ้อน พลังทีมแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์

– ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) และฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในศึกเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2026 (AXCR) ด้วยผลงานยอดเยี่ยม เมื่อรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทั้ง 2 คัน ยืนโพเดียมคู่ในรุ่น T2A-D หรือรถเครื่องยนต์ดีเซลที่ผลิตมาตรฐานเดียวกับโรงงานในภูมิภาคเอเชียแบบเดียวกับที่ลูกค้าใช้จริง พร้อมคว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศประเภททีมเป็นครั้งแรกหลังเข้าร่วมการแข่งรายการนี้มา 4 ปี แต่เหนือกว่าตำแหน่งบนโพเดียม คือเรื่องราวของทีมที่ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดเส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตรของการแข่งขัน การเตรียมรถให้พร้อม นักแข่งที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ผู้นำทางที่เปี่ยมประสบการณ์ ทีมช่างที่ทำงานจนถึงรุ่งสาง ไปจนถึงวิศวกรฟอร์ดที่ใช้ทุกสนามแข่งเป็นห้องทดลองเพื่อพัฒนารถลูกค้า ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าแชมป์ 2 สมัยซ้อนคือผลรวมของความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วน

จังหวะพลิกผัน สู่การปรับเกมทวงคืนอันดับหนึ่งในรุ่น
นอกจากความไม่แน่นอนของสภาพอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทยแล้ว เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการแข่งขันแรลลี่ประเภทครอส คันทรี่ คือ ‘การรับโจทย์เส้นทางแข่งพร้อมกันใน Leg ถัดไปเพียงช่วงข้ามคืน’ ผู้เข้าแข่งขันจึงมีเวลาไม่มากในการคาดการณ์อุปสรรคบนเส้นทาง การจัดการกับความไม่ราบรื่นของเส้นทางวิบาก จึงต้องอาศัยการทำงานที่เข้ากันระหว่างนักแข่งและผู้นำทาง สำหรับทีมฟอร์ด-ฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต ช่วงเวลาไคล์แมกซ์เกิดขึ้นใน Leg 3 จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเส้นทางมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยหินโหด ประกอบกับความขัดข้องของระบบสื่อสาร ทำให้เบลีย์ โคล หลงออกนอกเส้นทางไประยะหนึ่ง แต่ด้วยไหวพริบการตรวจสัญลักษณ์นำทางของ ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ ผู้นำทางชาวไทย และทักษะการขับ ทำให้รถเรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 103 กลับเข้าเส้นทางได้ แต่แลกด้วยเวลาที่ตามทิ้งห่างคู่แข่งและลงมาอยู่อันดับ 5 ของรุ่น T2A-D ขณะที่ไมเคิล ฟรีแมน ในรถเรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 121 รักษาจังหวะได้ดีในอันดับ 3 ของรุ่น จุดพลิกสถานการณ์มาถึงใน Leg 6 เมื่อเบลีย์ โคล กลับมาทวงคืนความมั่นใจอีกครั้ง ประกอบกับรถแข่งเรนเจอร์ แร็พเตอร์ทั้ง 2 ที่พร้อมรับทุกความท้าทายในเส้นทาง อันเกิดจากการทำงานหนักของทีมช่าง ส่งผลให้ปาดคู่แข่ง ขึ้นสู่อันดับที่ 1 ในคลาส T2A-D อันดับ 5 Overall ขณะที่ไมเคิล ฟรีแมน จบอันดับ 2 สร้างตำนานรถแข่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 2 คัน ขึ้นโพเดียมพร้อมกันในวันเดียว สะท้อนความทุ่มเทของทีมแข่งที่ไม่เคยละความพยายาม

ประสบการณ์ที่สั่งสมมา และความพร้อมทั้งกายและใจของนักแข่ง
การพลิกกลับมาทวงอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการเตรียมความพร้อมอย่างรัดกุมของนักแข่งตั้งแต่ก่อนวันแข่งจริง เบลีย์ โคล ได้เดินทางมาทดสอบรถล่วงหน้าที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับรถและสภาพแวดล้อมของสนามให้มากที่สุด ขณะที่ในปีนี้รถแข่งทั้ง 2 คันได้รับการปรับจูนให้มีสมรรถนะดีกว่าปีที่แล้วมาก โดยทีมวิศวกรฟอร์ดได้นำข้อมูลที่สั่งสมมาตลอด 3 ปี ทั้งจากสนามในประเทศอย่าง ไทยแลนด์ แรลลี่ เรด แชมเปี้ยนชิพ หรือ TRRC (Thailand Rally Raid Championship) ที่ทีมฟอร์ด-ฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต ร่วมลงแข่งต่อเนื่อง 3 ปี และจากสนามนานาชาติมาพัฒนารถ รวมถึงการสนับสนุนจากฟอร์ด เรซซิ่ง ในการสนับสนุนอะไหล่สำคัญอย่างโช้คอัพ FOX แบบเดียวกับที่ลูกค้าใช้ ที่ผ่านการปรับจูนค่าความหนืดให้ตอบสนองรูปแบบการขับของนักแข่งและสภาพพื้นสนามแข่งได้ดียิ่งขึ้น

ไมเคิล ฟรีแมน ผู้อำนวยการทีมฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต และนักแข่งที่ร่วมลงแข่ง AXCR เป็นปีที่ 4 ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจไม่แพ้ทักษะการขับ โดยเผยว่า “ปีนี้ผมจริงจังเป็นอย่างมากที่จะให้รถแข่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ทั้ง 2 คันชนะในรุ่น จึงตั้งใจเตรียมพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความแข็งแรงของร่างกาย เพราะการแข่งขันต้องใช้เวลาต่อเนื่องหลายวัน ฝ่าระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ซึ่งต้องอาศัยสมาธิและความแข็งแกร่งของร่างกายในการควบคุมรถ ในช่วงเวลาหลายเดือนก่อนแข่งขัน จึงได้ฝึกฝนความทนทานของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ควบคู่กับการดูแลจิตใจและการเลือกทานอาหารที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ”

ขณะที่ เบลีย์ โคล ที่พารถแร็พเตอร์ หมายเลข 103 คว้าแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ไม่ได้นำความกดดันในฐานะแชมป์เก่า และจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ มาเป็นแรงผลักดันในสนาม แต่เป็นการมุ่งทำผลงานให้ดีที่สุด “ผมไม่ได้กดดันตัวเองเลย เพราะรู้ว่าทุกคนที่มาแข่งขันต่างก็เตรียมตัวกันมาอย่างดี จึงตั้งใจที่จะทำผลงานในทุกวันให้ออกมาดีที่สุด และผมเองก็ภูมิใจที่ลงแข่งในชุดแข่งโลโก้ฟอร์ด และ Ford Racing ผมเชื่อในสมรรถนะของรถ และศักยภาพของทีมแข่งทุกคน” เบลีย์เผยด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความมั่นใจและไร้กังวล

เบื้องหลังรถที่สมบูรณ์พร้อมลงสนามทุกเช้า คือทีมช่างที่ไม่เคยหยุดพัก
หนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้รถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ทั้ง 2 คัน รักษาฟอร์มได้ตลอดการแข่งขัน คือ ทีมช่างเทคนิคที่ทำงานอย่างไม่ย่อท้อหลังจบการแข่งในแต่ละ Leg เพื่อตรวจเช็ก เปลี่ยนอะไหล่ที่จำเป็น และซ่อมบำรุงรถให้มีสภาพพร้อมที่สุดก่อนออกสตาร์ทใน Leg ถัดไป นอกจากนี้ ทีมสนับสนุนได้ใช้รถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ที่มีสมรรถนะโดดเด่นเรื่องการบรรทุก ลากจูง และความทนทาน เหมาะกับการใช้งานบนเส้นทางออฟโรด เป็นยานพาหนะในการขนย้ายอะไหล่-อุปกรณ์ซ่อมบำรุง และแกลลอนน้ำที่มีน้ำหนักมากตลอดเส้นทาง ทำให้ทีมช่างสามารถเข้าถึงจุดพักรถและซ่อมบำรุงได้อย่างรวดเร็ว ความทุ่มเทของทีมช่างที่ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน คือแรงหนุนสำคัญที่ทำให้นักแข่งมั่นใจได้เต็มร้อยว่ารถอยู่ในสภาพที่พร้อมลุยอุปสรรคต่างๆ ในสนามแข่ง และสามารถโฟกัสไปที่เส้นทางและการทำความเร็วได้เต็มที่

วิศวกรฟอร์ด: เมื่อสนามแข่งคือห้องทดลองเพื่อรถของลูกค้าทุกคน
นอกเหนือจากการซ่อมบำรุง อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญคือทีมวิศวกรโรงงานฟอร์ดที่ทำงานควบคู่ไปกับทีมช่างตลอดการแข่งขัน ด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนการแข่งแบบ Data Driven ที่ได้นำข้อมูลจากสนามแข่งจริงมาใช้วิเคราะห์การทำงานและสมรรถนะโดยรวมของเครื่องยนต์ในทุก Leg เพื่อปรับปรุงและเสริมประสิทธิภาพของรถแข่งให้ดีขึ้นในแต่ละวัน สนามแข่ง AXCR จึงไม่ใช่เพียงเวทีพิสูจน์ฝีมือ แต่คือห้องทดลองจริงในสภาพแวดล้อมหฤโหด ซึ่งข้อมูลที่เก็บได้จากสนามแข่ง จะถูกนำไปต่อยอดสู่การพัฒนารถฟอร์ดที่ลูกค้าใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

รถที่ลูกค้าขับได้ทุกวัน คือรถคันเดียวกับที่ขึ้นโพเดียม
ชัยชนะของรถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ทั้ง 2 คัน ตลอดเส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตร จากพัทยา ขึ้นสู่ปราจีนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และปิดท้ายที่พิษณุโลก ของการแข่งรถออฟโรดระดับนานาชาติรายการใหญ่ที่สุดในเอเชีย อย่าง AXCR ได้พิสูจน์ความทนทานรถกระบะที่พัฒนาจากรถมาตรฐานโรงงาน เช่นเดียวกับรุ่นที่จำหน่ายในโชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ตอกย้ำความ ‘แกร่งตัวจริงต้อง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์’ ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 รับส่วนลดพิเศษถึง 240,000 บาท จากราคา 1,814,000 บาท พร้อมรับโปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)